พาราสาวะถี

เป็นธรรมดาที่จะมีการประท้วง ขอให้นับคะแนนใหม่ ในหลายเขต หลายพื้นที่ คงไม่ต้องไปลงลึกอะไรให้มากนัก ทุกอย่างมันย่อมเป็นไปเช่นนี้แล


เป็นธรรมดาที่จะมีการประท้วง ขอให้นับคะแนนใหม่ ในหลายเขต หลายพื้นที่ คงไม่ต้องไปลงลึกอะไรให้มากนัก ทุกอย่างมันย่อมเป็นไปเช่นนี้แล ตั้งแต่ประเด็นฮั้วเลือก สว.ก็น่าจะพอเป็นสัญญาณ บ่งบอกความเป็นสายตรงฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้เป็นอย่างดี นั่นสะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายที่กลไกรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงวางไว้ ไม่ต่างกันกับการเลือกตั้งที่รอจังหวะสบโอกาสของการเข้าสู่อำนาจกันแบบเต็มตัว ย้ำแล้วย้ำอีก ใครมันจะโง่มารับเก้าอี้ผู้นำประเทศ เป็นแกนนำรัฐบาลเสียงข้างน้อยแค่ 4 เดือน โดยไม่ได้หวังอะไรเลย

ทุกองคาพยพเป็นหนึ่งเดียวของอนุรักษ์นิยม ย่อมสามารถจัดการทุกอย่างให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ ส่วนการนับคะแนนใหม่ที่ไม่ใช่ข้อผิดพลาดอันเป็นที่ประจักษ์ เหมือนอย่างที่เขต 6 ศรีสะเกษ ที่พบว่าผู้สมัครเพื่อไทยได้คะแนน 31,345 คะแนน คนของภูมิใจไทยได้ 31,072 คะแนน แต่มีการประกาศให้ฝ่ายหลังเป็นผู้ชนะเลือกตั้ง เช่นนี้ย่อมมีเครื่องหมายคำถาม คงไปคาดหวังความรับผิดชอบอะไรจากผู้คุมกฏยาก บอกตั้งแต่แรกแล้วว่า ศรัทธา และความเชื่อมั่นของประชาชนกับองค์กรแห่งนี้มันต่ำเตี้ยเรี่ยดินเหลือเกิน

เรื่องผลการเลือกตั้งจึงไม่มีอะไรให้เปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ทุกสิ่งต้องเดินหน้าตามที่เขาได้ขีดกันไว้เรียบร้อยแล้ว เห็นได้จากมติเชือด 44 สส.ก้าวไกลที่กระทบชิ่งถึงว่าที่ สส.ของพรรคประชาชน เพียงแค่ 1 วันหลังเลือกตั้ง มันย่อมเป็นเครื่องหมายยืนยันแล้วว่า อนุรักษ์นิยมต้องการที่จะให้ประเทศเดินไปแบบไหน ความน่าสนใจจึงไม่ใช่อยู่ที่ว่าพรรคที่ 1 จะจับมือกับพรรคสีไหนตั้งรัฐบาล เรื่องสำคัญที่คู่มากับการเลือกตั้งคือ ผลของประชามติเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จุดนี้จะเป็นตัวชี้วัด เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนจะส่งผลให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่หวงแหนรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการสืบทอดอำนาจ ยอมที่จะนำไปสู่การแก้ไขหรือไม่ แกนนำรัฐบาลคงหลีกหนีความรับผิดชอบไม่ได้ ที่จะต้องไปร่วมมือกันในสภากับทุกพรรคการเมือง เพื่อขับเคลื่อนกระบวนการแก้ไข สุดท้าย การชี้ขาดก็อยู่ที่เสียงสนับสนุนจาก สว.ที่ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญคือ ในวาระ 1 และ 3 ต้องมีเสียงของสมาชิกสภาสูงไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 เห็นชอบด้วย

ตรงนี้นี่ไงที่เป็นเหตุให้ อนุทิน ชาญวีรกูล นำไปเป็นต้นตอในการยุบสภา เนื่องจากการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีการยอมปรับเรื่องเสียง สว.ในส่วนนี้ตามที่พรรคสีส้มและหลายพรรคการเมืองเสนอ เพื่อปลดล็อกทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญง่ายขึ้น ดังนั้น จึงเป็นความท้าทายว่าท้ายที่สุดแล้ว แม้ผลประชามติจะออกมาอย่างที่เห็น แต่ พรรคแกนนำรัฐบาลก็จะอ้างว่าไม่สามารถที่จะแทรกแซง กดดันให้ สว.เห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นตามผลของประชามติได้

ใครมันจะบ้าไปแก้ไขในสิ่งที่ตัวเองได้ประโยชน์แบบเต็ม ๆ การควบคุมได้ทั้งสภาสูงและสภาล่างถือเป็นการครองอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ เห็นตรงนี้แล้วคงพอจะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ช่วยอธิบายภาพของความเห็นจากนักวิชาการทั้งหลายก่อนหน้า ไม่จำเป็นที่กองทัพจะต้องใช้กำลังยึดอำนาจนักการเมืองด้วยปลายกระบอกปืนอีกแล้ว เพราะเขาได้วางกลไก เขียนกฎหมาย รัฐประหารโดยรัฐธรรมนูญ ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่เป็นตัวแทนของอนุรักษ์นิยม ที่จะต้องสร้างผลงานให้คนส่วนใหญ่ประทับใจ เป็นการการันตีว่าจะไม่เกิดการลุกฮือ ประท้วงใด ๆ

ต้องยอมรับกันว่าอนุรักษ์นิยมได้สรุปบทเรียนความล้มเหลวของการรัฐประหาร และฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญในอดีต จึงนำมาซึ่งการวางกลไกที่แยบยลจนสามารถมีสมาชิกสภาสูงและสภาล่างภายใต้อาณัติของตัวเองได้แบบนี้ การดึงเอาบรรดาเทคโนแครตปีกชนชั้นอีลิทซึ่งมีพลังอำนาจชี้นำการเมืองของประเทศ ที่มีต้นทุนทางสังคมสูงเข้ามาสังกัดพรรคสีน้ำเงิน ก็หวังผลในเรื่องของความเชื่อถือ เชื่อมั่น และเร่งสร้างผลงานให้เป็นที่พอใจของประชาชน

ส่วนข้อติดขัดทางด้านกฎหมายที่หากเป็นพรรคการเมืองอื่นเป็นแกนนำแล้วทำไม่ได้ การเป็นสายตรงพวกเดียวกันที่ทุกองคาพยพพร้อมอุ้มสมนั้น จึงไม่มีเรื่องใดให้ต้องกังวล ขนาดประกาศชัดเป็นการสัญญาว่าจะให้ในช่วงหาเสียงเรื่องตั้งว่าด้วยคนละครึ่งพลัส หากไม่ใช่พรรคสายตรงคงจะถูกสอยไปแล้ว แต่นี่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต้องรอดูหลังจากตั้งรัฐบาลกันเสร็จแล้ว เราจะได้เห็นนโยบายประชานิยมจำแลงประเภทไหนออกมากันบ้าง ซึ่งจะต้องเป็นยาแรงที่เคาะแล้วเห็นผล โดนใจประชาชนทันที

อย่างเดียวของรัฐบาลสายตรงที่พึงระวังคือ การสะดุดขาตัวเอง ต้องไม่ให้มีประเภทสวาปามกันไม่เลือก อัดงบประมาณผ่านบริษัทนอมินี ที่ผ่านมาเมื่อคราวร่วมรัฐบาลเผด็จการสืบทอดอำนาจมีตัวอย่างให้เห็นแล้ว ภาพเช่นนี้จะต้องไม่เกิด หรือจะทำต้องให้ไร้ข้อครหา แค่การวางตัวคนไปคุมแต่ละกระทรวงก็พอจะทำให้เห็นภาพกันแล้วว่า ด้วยต้นทุนมหาศาลที่ทุ่มไปจะมีการถอนทุนกันขนาดไหน หนนี้อาจดีหน่อยที่มี ทุนเทามาสนับสนุนชนิดทุ่มไม่อั้น ซึ่งตรงนั้นต้องไปดูว่าจะเอื้อประโยชน์กันอย่างไร ทั้งที่เรื่องการปราบปราบแก๊งเหล่านี้เป็นประเด็นที่สังคมจับตามองมากที่สุด

ส่วนการเชื้อเชิญพรรคต่าง ๆ มาร่วมรัฐบาล ฟังจากปากของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำและนายทุนคนสำคัญของพรรคสีน้ำเงิน ตัวเลขเพื่อเสถียรภาพจะต้องอยู่ใกล้เคียง 300 เสียงขึ้นไป ยืนพื้นด้วยเสียงของภูมิใจไทย 193 เสียง สูตรที่เป็นไปได้สูง คือบวกกล้าธรรม 58 เสียง ไทรวมพลัง 6 เสียง พลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง ไทยสร้างไทย 2 เสียง และพรรค 1 ที่นั่งอีก 14 เสียง ตัวเลขฝ่ายรัฐบาลจะอยู่ที่ 281 เสียง แต่ถ้าต้องการแบบแน่นปึ้กก็ต้องเป็น สูตรน้ำเงิน แดง เขียว ที่จะรวมเก้าอี้กันได้ 325 ที่นั่ง ขึ้นอยู่กับว่า เสี่ยหนูกับอาจารย์ใหญ่หมอผี ยินดีที่จะญาติดีกับ ทักษิณ ชินวัตร และเพื่อไทยหรือไม่ เท่านั้น

อรชุน

Back to top button