พาราสาวะถี

หากทำใจยอมรับกันว่า ความผิดพลาดมันเกิดมาตั้งแต่พรรคประชาชน ตัดสินใจเซ็นเอ็มโอเอและโหวตเลือก อนุทิน ชาญวีรกูล ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะทำให้เข้าใจสภาพของการเลือกตั้งกับผลที่ออกมา


หากทำใจยอมรับกันว่า ความผิดพลาดมันเกิดมาตั้งแต่พรรคประชาชน ตัดสินใจเซ็นเอ็มโอเอและโหวตเลือก อนุทิน ชาญวีรกูล ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะทำให้เข้าใจสภาพของการเลือกตั้งกับผลที่ออกมา ย้ำว่า มันย่อมเป็นเช่นนี้แล เป็นฝ่ายเสรีนิยมอยู่ดี ๆ แทนที่จะมั่นใจและยืนหยัดในแนวทางที่ตัวเองยึดมั่นมาแต่ต้น แต่กลับแกว่งไกว จะโดยเห็นผลประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง จนนำไปสู่วาทกรรมประนีประนอมครั้งใหญ่ การมาเรียกร้องเหมือนเด็กเอาแต่ใจไม่ได้อย่างที่หวังจึงเปล่าประโยชน์

ไม่เคยมีครั้งไหนที่เสียงเรียกร้องของพวกที่อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย จะได้รับการตอบสนองจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม ยิ่งทฤษฎีสมคบคิดบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ ยิ่งไปกันใหญ่ อ้อยเข้าปากช้างแล้วจะไปล้วงเอาออกมามันไม่มีทางเป็นไปได้ ดีไม่ดีจะโดนกระทืบปางตายหรือเอาให้ตายไปเลยก็ได้ ไม่ว่าจะพบข้อพิรุธใด ๆ มีข้อผิดพลาดขนาดไหน ใครมันจะไปยอมทำตามข้อเรียกร้อง เพราะเท่ากับยอมรับความบกพร่อง ไม่สุจริตของตัวเอง

สิ่งสำคัญข้อกฎหมายต่าง ๆ กลไกที่วางไว้ก็ล้วนแต่มาจากขบวนการสืบทอดอำนาจ ดังนั้น เมื่อทุกองคาพยพของอนุรักษ์นิยมร่วมมือกัน จนได้ผลอย่างที่หวังแล้ว ใครจะไปโง่ยอมสงบให้กับแรงกดดัน หากไม่ใช่การลุกฮือของมวลมหาประชาชน ไม่มีทางที่จะทำอะไรได้ อย่างที่บอกว่านี่คือ การรัฐประหารด้วยรัฐธรรมนูญ มันจึงช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับทุกเครือข่ายของฝ่ายขวาทั้งหลาย ฝ่ายการเมืองที่ไม่ใช่พวกซ้ายตกขอบจึงทำตัวนิ่ง พร้อมที่จะเป็นลิ่วลู่ลมดีกว่า

ขนาดว่าฮั้ว สว.ที่ต้องใช้การวางแผนหลายขั้นตอนยังทำได้ และทำท่าว่าเรื่องคดีทั้งหลายจะถูกเป่าให้หายสาบสูญไปกับกาลเวลา นับประสาอะไรกับการเลือกตั้ง สส.แค่เห็นวิธีการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง พวกถนัดสาดกระสุนก็ลูบปากรอกันแล้ว ยิ่งมาได้พลังหนุนอันสะเทือนเลื่อนลั่น ไม่ต้องหวั่นหน้าอินทร์หน้าพรหม มันจึงเป็นงานง่าย ไม่ว่าจะใช้วิธีการแบบนักเลือกตั้งโสมม หรือผู้คุมกฏรับงาน การใช้วิธีตีหน้าเซ่อ ไม่สนใจเสียงด่าทอ ต่อว่า อ้างข้อกฎหมายอย่างเดียวใครก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว

กระบวนการขั้นตอนทั้งหลาย เมื่อยึดโยงกับกลไกต่าง ๆ เห็นได้ชัดว่าปลายทางบทสรุปจะเป็นอย่างไร ไม่ต้องพูดถึงอำนาจรัฐ มีครั้งไหนที่เป็นรัฐบาลแค่ 2 เดือนจะมีการโยกย้ายกันล็อตใหญ่ตั้งแต่ระดับอธิบดีไปจนถึงปลัดอำเภอกันขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพื่อหวังผลเลือกตั้งใครมันจะหน้าทนทำไปให้ตัวเองถูกด่า บอกแล้วว่า เผด็จการรูปแบบใหม่ หรืออนุรักษ์นิยมที่ตกผลึกจากการเสียของมาในอดีต ได้มีการสรุปบทเรียน จนนำมาซึ่งกระบวนการ และวิธีการที่ต้องย้ำว่า อย่างหนาเท่านั้นถึงจะทำได้ โดยไม่สนใจว่าความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย หรือความเชื่อถือ ศรัทธาต่อองค์กรที่เกี่ยวข้องจะเป็นอย่างไร

การใช้กฎหมายปิดปากถามว่าคนทั่วไปใครอยากจะขึ้นโรงขึ้นศาล เหมือนอย่างศาลรัฐธรรมนูญจากที่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เขียนไว้ให้สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่รัฐธรรมนูญหลังรัฐประหารห้ามพาดพิงพูดถึงทำให้เสียหาย จะถูกจัดการทันที มิหนำซ้ำ ยังมีการตีความในลักษณะขยายอำนาจที่ตัวเองมี ชนิดที่บรรดานักกฎหมายทั้งหลายได้แต่มองตาปริบ ๆ เช่นนี้แล้ว ยังจะไปหวังถึงผลที่จะทำให้องค์กรซึ่งมีผู้บริหารทำคลอดมาจากเครือข่ายปลายกระบอกปืน มาพลิกฟื้นทำให้เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมอย่างนั้นหรือ

ส่วนกรณีที่มีนักการเมืองอาวุโส และนักวิชาการผู้คร่ำหวอดในการติดตามการเลือกตั้งตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน พูดถึงเหตุการณ์ “ไพ่ไฟ” กรณีที่คะแนนเสียงที่ออกมาจากผู้สมัครทั้งหมดรวมกันมากกว่าจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในหลายเขตเลือกตั้ง หรือแทบจะส่วนใหญ่ ถามว่าถ้า กกต.กลางไม่สั่งให้มีการนับคะแนนกันใหม่ หรือเปิดเผยจำนวนบัตรเลือกตั้งที่กาและนับไปทั้งหมด ทุกอย่างก็จบ ใครจะทำอะไรได้ และฟันธงได้ล้านเปอร์เซ็นต์ กกต.ที่มาจากกลไกเผด็จการสืบทอดอำนาจไม่มีทางที่จะตัดสินใจด้วยความกล้าหาญอย่างแน่นอน

ให้ดูกันเพียงแค่ว่าจะติ๊ดชึ่งกันรูปแบบไหนเท่านั้น สุดท้ายหนีไม่พ้นประวิงเวลา หรือกำลังหาข้อกฎหมายเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง พฤติกรรมที่ผ่านมาก็เห็นกันอยู่ว่ากระบวนการสื่อสารขององค์กรที่บริหารจัดการเลือกตั้งนั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการตอบข้อซักถามใด ๆ ที่สื่อมวลชนและสังคมสงสัย ใช้วิธีการสื่อสารทางเดียวผ่านเอกสารข่าว เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงคาดหมายกันได้เลยว่า ปัญหาจากการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นก็จะใช้วิธีเดียวกัน และ ยื้อเวลาในการรับรองผลให้นานที่สุด เพื่อลดกระแสความร้อนแรงของการต่อต้านทั้งหลาย

สอดรับกับความไม่รีบร้อนของอนุทินในฐานะหัวหน้าพรรคผู้คว้าชัย ที่อ้างว่าจะรอให้ กกต.ประกาศคะแนนรับรองผลการเลือกตั้งครบ 100 เปอร์เซ็นต์ก่อน จึงจะขยับในเรื่องของการจับมือตั้งรัฐบาล ทั้งที่จริงมีการประสานกันไว้หมดแล้ว จะดึงพรรคไหนมาร่วมงาน แนวโน้มหนีไม่พ้นน้ำเงิน-เขียว บวกกับพรรคเล็กพรรคน้อย โดยพรรคแกนนำจะจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีของตนกับกระทรวงที่ใช้คนภาพลักษณ์ดีเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับฝ่ายบริหาร ผสมกับกลุ่มทุน และผู้ทำยอด สส.ให้ได้ตามเป้า

ขณะที่กล้าธรรมของ ธรรมนัส พรหมเผ่า หนีไม่พ้นขอกระทรวงสำคัญที่เคยบริหารไว้ก่อนหน้านี้ แต่ด้วยจำนวนเก้าอี้ สส.ที่เพิ่มขึ้นตำแหน่งรัฐมนตรีก็ต้องเพิ่มตามเช่นกัน ฟากพรรคเล็กพรรคน้อยทั้งหลาย เบื้องต้นที่ตกลงกันหากพอใจใน เก้าอี้ว่าการกระทรวงเกรดรองลงไปก็จะได้ 1 ตำแหน่งพ่วงรัฐมนตรีช่วยอีก 1 ที่นั่ง ตามจำนวน สส.ที่แต่ละกลุ่มรวบรวมมาได้ หรือใช้สูตร เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยในกระทรวงที่อยู่ในระดับเกรดบีบวกขึ้นไป นั่นหมายความว่า พรรคประชาชน เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ และประชาชาติ เตรียมทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้เลย

อรชุน

Back to top button