TFEX สู่มิติใหม่อนุพันธ์สีเขียว

โลกตลาดการเงิน-ตลาดทุนปี 2569 ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขกำไรขาดทุนบนหน้ากระดานซื้อขายอีกต่อไป แต่มันคือยุค “กลิ่นอายคาร์บอน” กำลังกลายเป็นตัวกำหนดความมั่งคั่งใหม่..


โลกตลาดการเงิน-ตลาดทุนปี 2569 ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขกำไรขาดทุนบนหน้ากระดานซื้อขายอีกต่อไป แต่มันคือยุค “กลิ่นอายคาร์บอน” กำลังกลายเป็นตัวกำหนดความมั่งคั่งใหม่..

ล่าสุดกับการขยับตัวครั้งใหญ่ของกระทรวงการคลัง ภายใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ไฟเขียวให้ “คาร์บอนเครดิต” ก้าวขึ้นมาเป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์ (TFEX) อย่างเต็มตัว

นี่ไม่ใช่แค่การเพิ่มเมนูสินค้าการลงทุนใหม่ แต่มันคือการ “วางโครงสร้างพื้นฐาน” ครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทยไปด้วย

ก่อนหน้านี้ “คาร์บอนเครดิต” ของไทยถูกมองว่าเป็นเพียง “ตัวแปรอ้างอิง” (Reference Variable) ที่ดูไกลตัวและจับต้องยากในเชิงการซื้อขายล่วงหน้า การปรับเกณฑ์ครั้งนี้ ก.ล.ต.และคลัง ได้ยกระดับให้เป็น “สินค้าอ้างอิงที่ส่งมอบได้จริง” (Deliverable Commodity) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Changer) เพราะมันทำให้ผู้ประกอบการไม่ได้แค่เข้ามา “เก็งกำไร” แต่สามารถเข้ามา “บริหารความเสี่ยง” ได้อย่างแท้จริง

ลองนึกภาพโรงงานอุตสาหกรรม ที่รู้ว่าอนาคตต้องใช้คาร์บอนเครดิต มาชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่กังวลว่าราคาวันข้างหน้าจะพุ่งสูงจนคุมต้นทุนไม่ได้ TFEX จะกลายเป็น “เกราะป้องกัน” ชั้นดีที่จะช่วยล็อกราคาไว้ล่วงหน้า แถมยังเลือกได้ว่าจะชำระเป็นส่วนต่างกำไร (Cash Settlement) หรือจะขอรับมอบใบเครดิต (Physical Delivery) ไปใช้งานจริง

ไม่เพียงเท่านั้น การพ่วงเอา REC (ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน )และ Allowance (สิทธิในการปล่อยก๊าซฯ) เข้ามาเป็นสินค้าอ้างอิง ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า ไทยกำลังสร้างระบบนิเวศ Climate Finance ที่ครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค เป็นการเอาจริงกับเป้าหมาย Net Zero ที่ไม่ใช่แค่คำสวยหรูในรายงานความยั่งยืนแต่เป็นกลไกราคาที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของตลาดทุน

ที่สำคัญคือการเปิดประตูรับ “สินทรัพย์ดิจิทัล” เข้าสู่ทำเนียบสินค้าอ้างอิงใน TFEX เรื่องนี้ สะท้อนวิสัยทัศน์ที่มองว่า Crypto ไม่ใช่ผู้ร้าย แต่เป็น Asset Class ใหม่ ที่ต้องนำเข้ามาอยู่ภายใต้แสงไฟของการกำกับดูแลที่โปร่งใส

การที่ก.ล.ต.เตรียมปรับปรุงใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัลเชื่อมต่อกับตลาดอนุพันธ์ได้ คือการทลายกำแพงระหว่างโลกการเงินดั้งเดิม (TradFi) และโลกการเงินใหม่ (DeFi) ให้หลอมรวมกัน

บทสรุปเมกะเทรนด์โลกครั้งนี้ ชัดเจนว่าไทยไม่ได้ต้องการเป็นแค่ผู้ตามในเวทีโลก แต่กำลังสร้าง “ทางลัด” เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่ใส่ใจเรื่อง ESG ทั่วโลกให้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย

การขยับตัวของ TFEX ครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าแค่การปรับกฎหมาย แต่มันคือการติดตั้ง “เครื่องยนต์สีเขียว” ตัวใหม่ที่จะพาตลาดหุ้นไทยทะยานสู่โลกเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างแข็งแกร่ง

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์ กลุ่มผู้ผลิตและส่งออก ได้ประโยชน์ในแง่การบริหารต้นทุนและรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (เช่น CBAM ของยุโรป)

กลุ่มพลังงานสะอาดได้ประโยชน์ในแง่ “การสร้างรายได้ใหม่” จากสินทรัพย์ที่เขามีอยู่แล้ว อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน กลุ่มการเงินและเทคโนโลยี อย่างสถาบันการเงินและโบรกเกอร์ จะมีผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ ๆ มาให้บริการและมีรายได้จากค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ผนวกธุรกิจตรวจสอบและให้คำปรึกษาขยายตัวตามไปด้วย

Back to top button