“ยศชนัน” เล็งผุด Sandbox นวัตกรรมการแพทย์ ดัน One Stop Service หนุนนักวิจัยไทย

“ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รมว.อว. ชูวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เดินหน้าผลักดัน Sandbox ทดสอบนวัตกรรมการแพทย์ พร้อมรวมศูนย์ทดสอบ–รับรองมาตรฐานแบบ One Stop Service อำนวยความสะดวกนักวิจัยไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) บรรยายหัวข้อ “ทิศทางการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทย” โดยมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย ดร.อภิชาติ ชินวรรโณ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย ฝ่ายการต่างประเทศ ศ.นายแพทย์ สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการสถานเสาวภา ศ.กิตติคุณ นายแพทย์วิศิษฎ์ สิตปรีชา ผู้อำนวยการกิตติคุณ สถานเสาวภา ศ.กิตติคุณ ดร.นายสัตวแพทย์ ณรงค์ศักดิ์ ชัยบุตร ผู้ทรงคุณวุฒิ สถานเสาวภา ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ เข้าร่วม ณ ตึกสภานายิกา สถานเสาวภา สภากาชาดไทย

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะการนำผลงานวิจัยออกจากห้องแล็บไปสู่การใช้ประโยชน์จริงเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและดึงการลงทุนจากภาคเอกชนกลับเข้าสู่ระบบ

ดังนั้น ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ ทั้งด้านยา ชีววัตถุ และวัคซีน ลดการพึ่งพาการนำเข้า พร้อมพัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมถึงมุ่งสู่อุตสาหกรรม Wellness เวชศาสตร์ป้องกัน และการแพทย์แม่นยำ รองรับสังคมสูงวัย หัวใจสำคัญที่ต้องร่วมกันขับเคลื่อนคือการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่เข้มแข็ง โดยเปิดพื้นที่เชื่อมโยงนักวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน รวมถึงปรับเป้าหมายงานวิจัยให้มุ่งสู่การใช้ประโยชน์จริง มากกว่าการตีพิมพ์ผลงานเพียงอย่างเดียว

“โลกปัจจุบันกำลังอยู่ในภาวะสงครามเทคโนโลยี (Tech War) ซึ่งประเทศไทยจะแพ้ไม่ได้ เราจำเป็นต้องมียุทธวิธีในการดึงดูดคนเก่งและสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติ (Science Diplomacy) หากเราสามารถพัฒนาระบบนิเวศทางเทคโนโลยี นำนวัตกรรมทางการแพทย์และไบโอเทคมาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการออกแบบสังคมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดีได้สำเร็จ ก็จะส่งผลให้ GDP ของประเทศเติบโต และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้อย่างยั่งยืน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ในช่วงท้ายของการบรรยาย ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมีประเด็นสำคัญในเรื่องการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบ (National Quality Infrastructure – NQI) ซึ่งนักวิจัยได้สะท้อนถึงข้อจำกัดที่ต้องส่งผลงานเครื่องมือแพทย์และยาไปทดสอบในต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน หรืออินเดีย ทำให้เกิดความล่าช้าและมีค่าใช้จ่ายสูง จึงเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนระบบ One Stop Service ภายในประเทศ ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน ได้รับฟังและระบุว่าเป็นวาระเร่งด่วน โดยในเบื้องต้นจะใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลศูนย์ทดสอบและหน่วยงานรับรองมาตรฐานที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักวิจัย ก่อนจะพัฒนาบูรณาการไปสู่ระบบ One Stop Service อย่างเต็มรูปแบบต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงการปรับเกณฑ์การประเมินนักวิจัยเพื่อสร้างแรงจูงใจในการผลักดันผลงานไปสู่ระดับการผลิตและใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ มากกว่าการหยุดอยู่เพียงระดับ TRL (Technology Readiness Level) เพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนากำลังคนในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ทั้งการ Reskill Upskill และการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาเติมเต็มระบบนิเวศนวัตกรรม

ขณะเดียวกัน ตัวแทนนักวิจัยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์พื้นฐาน และการทดลองในสัตว์ ที่ไม่ควรข้ามขั้นตอนเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ล่าช้าหรือกฎระเบียบ เพราะอาจทำให้ไม่ทราบกลไกการทำงานที่แท้จริงของเวชภัณฑ์ ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน ได้รับทราบข้อจำกัดดังกล่าว และมองแนวทางการนำเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุน เช่น การใช้ออร์แกนอยด์ (Organoid) การจำลองสถานการณ์ รวมถึงแนวคิดการกำหนดพื้นที่ Sandbox สำหรับทดสอบนวัตกรรมทางการแพทย์ ภายใต้การหารือร่วมกับแพทยสภา เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมให้เดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรมและปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

Back to top button