
พาราสาวะถี
ท่ามกลางการเดินหน้าตั้งรัฐบาล ที่เริ่มมีความชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขนาดที่ว่าสองพรรคหลักอย่างภูมิใจไทยกับเพื่อไทย ตกลงเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีกันแล้ว
ท่ามกลางการเดินหน้าตั้งรัฐบาล ที่เริ่มมีความชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขนาดที่ว่าสองพรรคหลักอย่างภูมิใจไทยกับเพื่อไทย ตกลงเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีกันแล้ว แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องรอกระบวนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจากกกต. ซึ่งจนถึงเวลานี้ผ่านการหย่อนบัตรไปแล้ว 1 สัปดาห์ ยังไม่มีทีท่าว่าการเลือกตั้งได้เสร็จสิ้นบริบูรณ์โดยไม่มีแนวโน้มว่าจะเกิดปัญหาใด ๆ ตามมา ตรงข้าม กลับพบว่า องค์กรจัดการเลือกตั้งเผชิญกับประเด็นข้อกังขาที่ถาโถมเข้าใส่เป็นรายวัน
หนักหนาสาหัสขณะนี้คงหนีไม่พ้น ปมบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด จนมีคนไปยื่น ร้องทั้งต่อศาลปกครองกลางเพื่อให้มีคำสั่งระงับการประกาศผลการเลือกตั้ง และร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ด้วยเหตุที่ว่ากรณีดังกล่าวเข้าข่ายการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ว่า ให้การใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้ออกเสียงลงคะแนนต้องเป็นไปโดยลับ
จับอาการของ กกต.ยังคงเลือกใช้วิธีการออกเป็นเอกสารข่าวชี้แจง ล่าสุด แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กอธิบายกรณีนี้ ก่อนที่จะมีการลบโพสต์ในภายหลัง ยิ่งสร้างความเคลือบแคลงเข้าไปใหญ่ ซึ่งมีประเด็นที่ทำให้เชื่อว่าน่าจะทำให้เลขาฯ กกต.คิดได้ว่า คำอธิบายดังกล่าวเหมือนเป็นการสารภาพผิดไปในตัว การพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้น เท่ากับไม่ใช่การใช้สิทธิออกเสียงโดยลับแต่อย่างใด
สิ่งที่แสวงชี้แจงมันช่วยไปขยายผลของข้อกังวลจากคนส่วนใหญ่ที่ว่า บาร์โค้ดที่มีจะถูกนำไปใช้ตรวจสอบถึงต้นตอของคนที่ลงคะแนนได้ว่าเลือกใคร เพราะเลขาฯ กกต.ยอมรับเองว่า การมีบาร์โค้ดจะทราบทันทีว่าบัตรนั้นเป็นบัตรจากหน่วยใด กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งหรือ กปน.คนใดเป็นคนจ่าย สำนักงานจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องว่าอาจทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งขณะนี้เท่าที่มีข้อมูลมีอยู่ 2 ราย
การอ้างว่ามาตรการที่ออกแบบมาเพื่อให้ออกเสียงโดยตรงและลับ การจะไปตรวจสอบว่าใครลงคะแนนให้ใครไม่สามารถทำได้ คนที่จะทำเช่นนั้นคือคนที่มีเจตนาทุจริต ให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปตามหลักการโดยตรงและลับ และหลักการความปลอดภัยของการเลือกตั้ง คือการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ยกหลักการมายืนยันความโปร่งใส แต่ไม่สามารถการันตีได้ว่า เจ้าหน้าที่ กกต. หรือ กปน.จะไม่สามารถเข้าไปดูข้อมูลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งผ่านบาร์โค้ดได้หรือไม่ เท่ากับทำให้คนเชื่อว่าการดำเนินการในลักษณะนี้มันคือความไม่สุจริตนั่นเอง
ตรงนี้ ความเห็นของ ธงทอง จันทรางศุ กรรมการกฤษฎีกา น่าจะช่วยทำให้เห็นภาพชัดขึ้น การใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้ออกเสียงลงคะแนนต้องเป็นไปโดยลับ อันมีความหมายว่า ผู้จัดการเลือกตั้งต้องวางระบบด้วยความรอบคอบ รัดกุม ไม่ให้มีใครรู้ได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนแต่ละคนได้ใช้สิทธิของตนอย่างไร แม้กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ในกระบวนการเลือกตั้งเองก็รู้ไม่ได้ ระบบต้องปิดสนิท ไม่เฉพาะแต่ในวันออกเสียงลงคะแนนเท่านั้น แม้แต่จะเป็นวันไหนในอนาคตก็ตามจะต้องไม่มีใครรู้ หรือสืบค้นได้เลยว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนอย่างไร
กรณีบาร์โค้ดย่อมเป็นช่องทางในการที่จะทำให้มีการตรวจสอบการใช้สิทธิของผู้ลงคะแนนได้ สอดรับกับ ปริญญา เทวนฤมิตรกุล ที่มีการต่อจิ๊กซอว์ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยชี้ให้เห็นว่า กกต.ชี้แจงแม้จะมีการสแกนบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง จนรู้ได้ว่าใครเลือกใครได้ แต่บัตรและต้นขั้วบัตรแยกเก็บ จึงไม่มีปัญหาต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับแต่อย่างใด ต้องไปดูในระเบียบของกกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2566 ว่าต้นขั้วบัตรถูกส่งไปที่ไหน ในข้อ 181 กำหนดว่าบัตรเลือกตั้งที่เหลือ และต้นขั้วบัตรให้ส่งไปที่ กกต.เขต
จากนั้น กกต.เขตจะส่งต้นขั้วบัตรไปไหน ข้อ 184 กำหนดให้บุคคลหรือคณะบุคคลที่ กกต.เขตแต่งตั้งดำเนินการยุบรวมถุงใส่บัตรเลือกตั้งที่เหลือไม่เต็มเล่ม และต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ไปบรรจุรวมไว้ในหีบบัตรเลือกตั้ง สรุปคือตอนแรกให้แยกกัน แต่ สุดท้ายก็มาเก็บรวมกันในหีบบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้ง และต้นขั้วไม่ได้เก็บแยกกัน และก็ไปเก็บรวมกันไว้ที่สถานที่เก็บหีบบัตรของแต่ละเขต โดยหีบบัตรไม่ได้มีการรัดสายรัด หรือผนึกไว้อย่างดี ใครไปยุ่มย่ามไม่ได้อย่างที่ กกต.พยายามบอกให้ประชาชนเชื่อแต่อย่างใด
ดังนั้น เมื่อต้นขั้วและบัตรอยู่ด้วยกัน ก็สามารถไปสแกนดูจนรู้ได้ว่าใครเลือกใคร การเลือกตั้งครั้งนี้ก็ไม่มี หลักการเลือกตั้งโดยลับอีกต่อไป กกต.จะอ้างแค่ว่าตอนกาไม่มีใครเห็นก็ฟังไม่ได้ เพราะแม้ตอนกาจะไม่มีคนอื่นเห็น แต่คนอื่นรู้ได้ในภายหลังซึ่งขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 แน่นอน แล้วต่อให้บัตรเลือกตั้งและต้นขั้วบัตรแยกกันเก็บ แต่หลักการเลือกตั้งโดยลับมันพังไปตั้งแต่ตอนนับคะแนน เพราะคนซื้อเสียงสามารถถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งที่กรรมการประจำหน่วยชูขึ้นมานับ มาสแกนได้หมดว่าใครเลือกใคร รู้ได้หมดว่าที่รับเงินไปเลือกหรือไม่
สำคัญมากไปกว่านั้น แหล่งข่าวจากอัยการชี้ว่า การแถลงข่าวของ กกต.ต่อเรื่องดังกล่าว อาจถือได้ว่าเป็นการรับสารภาพว่าได้กระทำการสิ่งที่มันผิดต่อกฎหมาย การแถลงเป็นเรื่องข้อเท็จจริง ไม่ใช่ประเด็นที่ กกต.ถูกตั้งคำถามหรือถูกกล่าวหา เพราะการไม่รู้ว่าใครกาให้ใครเป็นประเด็นข้อเท็จจริงคือไม่ไปสแกนก็จะไม่รู้ แต่เมื่อไหร่ที่เจ้าหน้าที่สแกนก็จะรู้ ซึ่งตามหลักข้อกฎหมายคือ ไม่ว่ากรณีใด ๆ จะต้องไม่รู้หรือล่วงรู้ความลับของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ถ้ายึดตามแนวความเห็นเหล่านี้ชะตากรรมของ กกต.น่าจะลำบาก มากไปกว่านั้น เลือกตั้งส่อแววจะเป็นโมฆะ ต้องรอดูพลังที่หนุนพรรคสีน้ำเงินจะแสดงอภินิหารอะไรออกมาหรือไม่
อรชุน