ฝันร้ายระลอกใหม่ของเฟด..!?

สมรภูมิการเงินโลกช่วงไตรมาสแรก 1/2569 กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่อันตรายสุดครั้งหนึ่งช่วงทศวรรษที่ผ่านมา


สมรภูมิการเงินโลกช่วงไตรมาสแรก 1/2569 กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่อันตรายสุดครั้งหนึ่งช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จากเดิมเหล่านักลงทุนต่างวาดฝันถึง Soft Landing ของเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ชนวนเหตุจากการปะทะกันอย่างรุนแรงในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐกับพันธมิตรตะวันตกและอิหร่าน

ได้กลายเป็น Black Swan หรือปัจจัยเหนือความคาดหมายที่ฉุดความเชื่อมั่นของตลาดให้ดิ่งลง จุดแตกหักที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อแหล่งก๊าซ Pars อันมหาศาลของอิหร่านถูกโจมตีทางอากาศ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สั่นสะเทือนความมั่นคงในภูมิภาค แต่ส่งแรงกระแทกถึงราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ที่พุ่งทะยานแตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายในระยะเวลาอันสั้น หรือเพิ่มขึ้นกว่า 40% ราคาพลังงานพุ่งสูงเช่นนี้ เปรียบเสมือน “ภาษีทางอ้อม”ที่กดดันการบริโภคของภาคครัวเรือน

ที่สำคัญที่สุดมันคือเชื้อเพลิงชั้นดี ที่กลับมาโหมกระหน่ำให้อัตราเงินเฟ้อ ที่กำลังจะมอดดับ กลับมาลุกโชนอีกครั้งธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ภายใต้การนำของนายเจอโรม พาวเวลล์ กำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

การประชุมเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เฟดเลือก“แตะเบรก”โดยการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ 3.50-3.75% แม้ตลาดจะคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว แต่น้ำเสียงของพาวเวลล์ กลับเปลี่ยนไปทางที่เข้มงวดมากขึ้น (Hawkish) การยอมรับว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะสูงกว่าเป้าหมาย และการส่งสัญญาณว่าอาจลดดอกเบี้ยได้เพียงครั้งเดียวปีนี้ ได้ดับความหวังของนักลงทุนที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าปี 2569 จะเป็นปีแห่งการผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างเต็มตัว

ตัวเลขจากตลาดฟิวเจอร์ส(Fed funds futures) สะท้อนภาพความสิ้นหวังได้อย่างชัดเจน จากเดิมเคยมองว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งก่อนเกิดสงคราม แต่ตอนนี้กลับเหลือโอกาสไม่ถึงครึ่งครั้ง

นักวิเคราะห์ชั้นนำอย่าง “แจ็ค แอ็บลิน”เริ่มตั้งคำถามที่น่ากังวลว่า “หรือปีนี้เฟดจะไม่ลดดอกเบี้ยเลยสักครั้งเลย”หากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังไม่คลี่คลาย เฟดอาจจำเป็นต้องรักษาดอกเบี้ยไว้ระดับสูงนานกว่าที่คาด เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เงินเฟ้อฝังรากลึก แม้ว่านั่นจะหมายถึงการยอมแลกกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็ตาม

ขณะที่ฟากฝันของเงินเฟ้อกำลังร้อนแรง แต่ภาคการจ้างงานของสหรัฐกลับเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอ “เบรนต์ ชุตต์“ จาก Northwestern Mutual ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางที่น่ากลัวของตลาดแรงงาน ว่านี่คือ “กับดัก”ของเฟดอย่างแท้จริง เพราะหากคงดอกเบี้ยสูงเพื่อคุมเงินเฟ้อ ตลาดจ้างงานอาจพังทลาย

แต่หากลดดอกเบี้ยเพื่ออุ้มการจ้างงาน เงินเฟ้อที่เกิดจากน้ำมันแพงจะยิ่งคุมไม่อยู่ ภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง หรือ Stagflation จึงเริ่มกลับมาอยู่ในบทสนทนาของนักลงทุนอีกครั้ง ปฏิกิริยาของตลาดหุ้นดิ่งลงรับความจริงที่เจ็บปวด ดัชนี S&P 500 ร่วงหล่นอย่างรวดเร็วหลังจบการแถลงเรื่องดังกล่าวว่า

นักลงทุนเริ่มปรับพอร์ตขนานใหญ่เพื่อเข้าสู่“โหมดป้องกันตัว” (Defensive Mode) เงินทุนไหลออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย ไปสู่สินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า(Safe Haven)ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีที่ผลตอบแทนพุ่งแตะ 4.26% หรือสินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มโลหะมีค่า รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มที่จ่ายเงินปันผลสูง เพื่อเป็นเกราะป้องกันความผันผวนในระยะสั้น

บทสรุปของสถานการณ์นี้ยังคงพร่ามัว ตราบใดที่ตะวันออกกลางยังไม่สงบลง สงครามอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางอาวุธ แต่มันคือสงครามตัวแทนทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และนโยบายการเงินของมหาอำนาจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นักลงทุนปี 2569 ต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า“ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” และการกระจายความเสี่ยงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือทางรอดเดียวกับยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์ นำหน้าพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เส้นทางหลังจากนี้ของเฟด จะเต็มไปด้วยขวากหนาม และพาวเวลล์ อาจต้องตัดสินใจครั้งที่ยากที่สุดในชีวิตการทำงาน ระหว่างการยอมให้เงินเฟ้อหลุดกรอบ หรือการยอมปล่อยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ปี 2569 จะถูกจดจำในฐานะปีที่“การเมืองโลก” เข้ามาปรับทิศทาง“กระเป๋าสตางค์”ของคนทั้งโลก

Back to top button