พาราสาวะถี

รัฐบาลอำนาจเต็มยังไม่ได้ตั้งไข่ก็ทำท่าว่าจะล้มตึงหงายหลังกันเสียก่อนแล้วกระมัง กับวิกฤตน้ำมัน ที่กำลังจะส่งผลสะเทือนต่อไปยังปัญหาค่าครองชีพ


รัฐบาลอำนาจเต็มยังไม่ได้ตั้งไข่ก็ทำท่าว่าจะล้มตึงหงายหลังกันเสียก่อนแล้วกระมัง กับวิกฤตน้ำมัน ที่กำลังจะส่งผลสะเทือนต่อไปยังปัญหาค่าครองชีพ ต้นทุนชีวิตของประชาชนซึ่งไม่ต้องบอกว่าพวกหน้าเลือด จอมฉกฉวยโอกาสทั้งหลาย จะใช้สถานการณ์นี้ขึ้นราคาขูดรีดคนหาเช้ากินไม่ถึงค่ำกันมากขนาดไหน ในขณะที่มองไปยังรัฐบาลรักษาการ เริ่มเห็นรูปรอยของพวกท่าดีทีเหลวบ้างแล้ว พยายามยกหลักการ อ้างกลไกต่างๆมาเป็นเกราะกำบัง ทว่าแนวทางแก้ปัญหายิ่งนานวันคนส่วนใหญ่เริ่มตั้งคำถามกันถี่ขึ้นมากขึ้น

เรื่องน้ำมัน เห็นการสร้างภาพของ อนุทิน ชาญวีรกูล ในการขับรถไฟฟ้าที่ถอยป้ายแดงใหม่หมาด ไปยังอาคารรัฐสภา เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงาน ใช้พลังงานทางเลือก แต่คำถามที่ตามมาประชาชนมีปัญญาที่จะใช้ทางเลือกเหมือนอย่างที่ท่านผู้นำทำอยู่หรือไม่ ถึงขนาดที่ว่าเกิดการชกต่อยกันเพื่อแย่งคิวเติมน้ำมัน นั่นย่อมสะท้อนถึงวิกฤตอันหนักหน่วง สวนทางกับการที่ท่านผู้นำและบรรดาผู้เกี่ยวข้องโพนทะนามาตลอด ปริมาณน้ำมันเพียงพอแม้จะเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

นับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นมา เห็นกันอยู่ว่าสถานการณ์ไม่ปกติ ตั้งต้นกันด้วยคำชี้แจงเกิดจากภาวะตื่นตระหนกของประชาชน มีปัญหาเรื่องระบบขนส่ง รัฐบาลเร่งบริหารจัดการเต็มที่ พร้อมกับการคุยโตน้ำมันสำรองมีเพียงพอใช้ได้เกินร้อยวัน แต่ยิ่งนานวันความไม่ปกติมันกลับเป็นสิ่งที่ประจานความสามารถในการบริหารได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะปมกักตุนที่อนุทินยืนยันว่า “ไม่มีไอ้โม่ง” จนถึงวันนี้ต้องไปถามว่ามีกี่คนที่เชื่อลมปากของท่านผู้นำ

วันวานมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาถึงแนวทางรับมือวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย มีส..ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ร่วมเสนอญัตติ 6 คนจาก 6 พรรค ที่น่าสนใจคือ คำอภิปรายของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์..บัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย ที่มีชื่อเป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ไม่รู้ว่ามีการสื่อสารกันภายในพรรคหรือไม่ แต่ทุกคำพูดล้วนแต่กระแทกไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาของรัฐบาลรักษาการทั้งสิ้น

สิ่งที่เอกนัฏนำเสนอชี้ว่า ปัญหาขณะนี้คือเรื่องการสื่อสารไปคนละทางจนประชาชนสับสน แม้กระทรวงพลังงานยืนยันมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบเพียงพอใช้ได้เป็นร้อยวัน โรงกลั่นเดินเครื่องเต็มสูบกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้นไม่มีลดลง น้ำมันออกจากโรงกลั่นไปถึงผู้ค้าน้ำมันปริมาณมากกว่า 77-84 ล้านลิตร แต่อดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดปั๊มน้ำมันหลายแห่งได้รับโควตาน้ำมันน้อยลง สะท้อนให้เห็นว่าข้อมูลที่พยายามสื่อสารออกมานั้นสวนทางกัน

จากข้อมูลเช่นนี้ของส..พรรคแกนนำรัฐบาลเอง ทำให้ กรณ์ จาติกวณิช..ปาร์ตี้ลิสต์ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ 1 ในผู้เสนอญัตติมองว่า ความวุ่นวายในประเทศไทยเป็นประเด็นปัญหาที่เกิดจากการบริหารจัดการและแก้ปัญหาที่ล้มเหลวของรัฐบาล นำมาสู่ความทุกข์ร้อนของประชาชน ที่ต้องขีดเส้นใต้ตัวโตๆก็คือ ประเด็นที่เอกนัฏในฐานะว่าที่รัฐมนตรีพลังงานบอกถึงข้อมูลที่ย้อนแย้งระหว่างปริมาณการกลั่นน้ำมันที่มากเกินใช้แต่ละวัน แต่ไม่มีน้ำมันขายให้ประชาชน เป็นสิ่งยืนยันว่า“ไอ้โม่งมีจริง”

ความเห็นต่อมาของกรณ์ที่น่าจะสอดคล้องกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ คงเป็นเรื่องที่อนุทินบอกว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากความตื่นตระหนกของประชาชน แต่แท้จริงมาจากการบริหารล้มเหลว และการกักตุน โดยขอให้ดูที่ไอ้โม่ง ซึ่งเมื่อท่าทีเป็นไปในลักษณะนี้มันย่อมสุ่มเสี่ยงจะคิดว่า “รัฐบาลกับไอ้โม่งเป็นพวกเดียวกัน” ส่วนการที่เสี่ยหนูประกาศเรื่องการลอยตัวราคาน้ำมันเลิกตรึงดีเซลนั้น เหตุผลสำคัญคือ การไม่ตรวจสอบสต็อกน้ำมันก่อนวิกฤตสงคราม ทำให้มีการกักตุนเก็งกำไร เป็นความล้มเหลวการบริหารจัดการ

ขณะเดียวกัน มีความชัดเจนเรื่องการลอยตัวราคาน้ำมัน แต่กลับไม่มีการมองหรือพูดถึงเรื่องการลดภาษีให้ประชาชน อ้างแต่ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงิน แต่ประชาชนมีความจำเป็นเช่นกันและมากกว่า หากหวังประชาชนประหยัด รู้ว่าประชาชนเดือดร้อน รัฐบาลต้องมีส่วนร่วม โรงกลั่นต้องมีส่วนร่วม ประเด็นนี้จำเป็นที่จะต้องใช้ความกล้าหาญและเจตจำนงทางการเมืองในการแก้ไขปัญหา ซึ่งเรื่องนี้เอกนัฏได้ให้ความเห็นไว้ แต่ไม่รู้ว่าถ้าได้รับหัวโขนรัฐมนตรีพลังงานจริงจะกล้าทำตามที่ได้เสนอไว้หรือไม่

พอจะเข้าใจได้ในฐานะที่เคยอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติที่ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคเคยนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีพลังงานมาก่อน เอกนัฏย่อมซึมซับหรือรับรู้ข้อมูลเหล่านี้เป็นอย่างดี ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องฝากให้ใครไปเตือนความจำรัฐมนตรีพลังงานคนใหม่ ยิ่งได้นั่งว่าการเองยิ่งต้องลงมือทันที อย่าฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่เสนอมามากกว่าข้อมูลจากประชาชน ให้เชื่อประชาชน ตั้งใจทำงานให้ดี ใช้ความกล้าและเจตจำนงทางการเมืองมาแก้ปัญหา

สอดรับกับที่กรณ์ได้ชี้แนะทิ้งท้ายว่า ทุกรัฐบาลมีวิกฤตของตนเอง ปัจจุบันคือสงครามตะวันออกกลาง สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือ ไม่เอาวิกฤตเป็นข้ออ้าง แต่ต้องหาทางบริหารจัดการเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนมากในวิกฤต ให้เร่งแก้ปัญหาพูดความจริงกับประชาชน อย่าผลักให้ข้าราชการระดับสูงออกมาชี้แจงแทน รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่าแอบ อย่าซ่อน อย่าหนี ประชาชนต้องการฟังคำอธิบายซึ่งเป็นความไว้วางใจ คลายความตื่นตระหนกที่จะตามมา

จะเห็นได้ว่านับตั้งแต่เกิดวิกฤตโดยความเป็นจริงน่าจะได้เห็น อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีพลังงานแสดงบทบาทนำในการแก้ปัญหา แต่กลับหายไปกับสายลม แล้วปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญช่ำชองเรื่องน้ำมันประจำรัฐบาลอย่าง พิพัฒน์ รัชกิจประการ มีบทบาทอย่างโดดเด่น ดังนั้น ไม่ว่าจะการขยับราคาน้ำมันเบนซินตูมเดียว 2 บาทต่อลิตร หรือการลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล ช่วยไม่ได้ถ้าจะเกิดคำถามว่าต้องการให้เป็นไปตามกลไกตลาดอย่างแท้จริง ลดภาระรัฐบาลผลักให้เป็นภาระประชาชน หรือเอื้อประโยชน์นายทุนกันแน่

อรชุน

Back to top button