พาราสาวะถี

จะอ้างอย่างไรก็เชิญว่ากันไปเรื่องการเคาะขึ้นราคาน้ำมันกลางดึกของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. ซึ่งมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากจะบอกว่านี่เป็นการ ขึ้นราคาแบบลักหลับ


จะอ้างอย่างไรก็เชิญว่ากันไปเรื่องการเคาะขึ้นราคาน้ำมันกลางดึกของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. ซึ่งมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากจะบอกว่านี่เป็นการ ขึ้นราคาแบบลักหลับ ไม่ได้มีการชี้แจงแต่การอธิบายถึงการขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร มันก็คือการสารภาพที่ผ่านมาฝ่ายกุมอำนาจโกหกมาตลอดเรื่องการกักตุนน้ำมัน และการลักลอบส่งน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่แถกันมาเรื่อยว่า ไม่มีไอ้โม่ง ไม่มีการลักลอบขนไปประเทศเพื่อนบ้านเพราะฝ่ายความมั่นคงคุมเข้ม

แล้วที่ถกกันในที่ประชุม กบน. จนสรุปมาเป็นข้ออ้างของการขึ้นราคาน้ำมันแบบลักหลับนั้นมันคืออะไร หรือเป็นเหตุผลที่สวยหรู เพราะการปรับอัตราน้ำมันขึ้นครั้งเดียว 6 บาทต่อลิตร เนื่องจากต้องการแก้ไขปัญหาการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบกับราคาน้ำมันในประเทศไทยก่อนที่จะมีการปรับขึ้นราคาถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้น้ำมันในประเทศถูกลักลอบส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนจะตบท้ายด้วยประเด็นที่ประชาชนยังคงเป็นแพะต่อไปว่า เพื่อให้ประชาชนรับทราบกลไกตลาดอย่างแท้จริง

ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ก็กล่าวหามาตลอดที่น้ำมันหน้าปั๊มไม่พอใช้ เพราะความตื่นตระหนกของประชาชน เพราะระบบขนส่งมีปัญหา แต่พอจะขึ้นราคาทีเดียวเหมือนที่ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีพลังงานชี้ว่า “แบบนี้มันปล้นกันชัด ๆ” กลับบอกว่า จำเป็นต้องขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการกักตุน และการลักลอบส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่ อนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่ยืนยันเองว่า ไม่มีไอ้โม่งกักตุน ไม่มีการแอบขนไปขาย นี่ไงที่เคยบอกไว้ว่า อะไรที่ผู้นำรัฐบาลรายนี้ หรือคนร่วมคณะพูดเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ให้แทงสวนได้เลย

สะท้อนว่าสภาพปัญหาที่แท้จริงกับสิ่งที่สื่อสารออกมานั้น ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น จึงไม่ต้องคาดเดาว่าหลังจากนี้ สถานการณ์ความเลวร้ายเรื่องต้นทุนชีวิตของประชาชนจะหนักหนาสาหัสขนาดไหน เรื่องมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ที่ทำได้ก็มีแต่คนละครึ่งพลัสเท่านั้น ส่วนอย่างอื่นอย่าหวังว่าจะจัดการได้ อย่างดีก็แค่อ้างหลักการ เป็นเสือกระดาษ มาตรการแก้ไขปัญหาน้ำมัน เห็นได้ชัดแล้วว่า เป็นการดูแลความเดือดร้อนของประชาชน หรืออุ้มชูดูแลผลประโยชน์ของกลุ่มทุนกันแน่

คงไม่มีใครคาดคิดว่า ต้นทุนสูงจากการเลือกตั้งจะมีการถอนทุนคืนกันอย่างรวดเร็วภายใต้รัฐบาลรักษาการ จะไม่พอใจกับคนที่มองในมุมนี้ก็ช่วยไม่ได้ ถามคนส่วนใหญ่มีใครคิดไปในแง่ดีหรือไม่ สถานการณ์ตะวันออกกลางนั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่พฤติกรรมของการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา มันทำให้เกิดความเคลือบแคลงกันมาตลอด แล้วทุกอย่างก็กระจ่าง ความจริงก็เริ่มเห็นเค้าลางกันมาแล้วตั้งแต่การขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 2 บาท แต่คงไม่มีใครคิดว่าจะกล้าขึ้นราคามหาโหดขนาดนี้

เรียกว่าประกาศขึ้นราคาแบบลักหลับ ผลจากการกระทำเหมือนการปล้นกันกลางวันแสก คงไม่เรียกว่าเป็นความกล้าหาญชาญชัยในการที่จะทำให้ประชาชนได้รับรู้กลไกตลาดอย่างแท้จริง แต่แบบนี้น่าจะเป็นความบ่มีไก๊ ไร้ปัญหาอับจนหนทางในการที่จะแก้ไขปัญหา เท่ากับว่าไม่ได้เห็นความเดือดร้อนของประชาชนอยู่ในสายตา ผลักภาระความรับผิดชอบทั้งมวลให้ตกอยู่ในมือประชาชน หลังจากกล่าวหาประชาชนว่าเป็นผู้ร้ายจากปัญหาน้ำมันหน้าปั๊มที่ผ่านมา คำถามง่าย คือ การลักหลับแบบนี้ แล้วมาประชุมหามาตรการแก้ไขภายหลัง อ้างว่าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง มันคือการล้อมคอกไม่ทันการณ์หรือไม่

ขนาดราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นแต่ละครั้งในอดีตที่ผ่านมา เห็นกันอยู่ว่าสินค้าอุปโภคบริโภคที่คนส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้นั้น ขยับขึ้นกันไปมากขนาดไหน โดยกลไกต่าง ที่มีก็ไม่สามารถจัดการอะไรได้ ยิ่งได้ฟังมือไม้ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลรักษาการบอกว่า มาตรการช่วยเหลือได้วางไว้หมดแล้ว แต่ต้องรอรัฐบาลใหม่มารับหน้าที่ก่อน แบบนี้มันวังเวงสิ้นดี ช่วงเวลาที่ต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาจัดการ ไม่อยากนึกภาพว่าบรรดาพวกหน้าเลือดทั้งหลายจะกอบโกยผลประโยชน์กันไปมากขนาดไหน

อาจเรียกได้ว่าหายนะสำหรับประชาชนนั้น มันมีให้เห็นมาตั้งแต่พรรคสีส้มไปยกมือหนุนให้เกิดรัฐบาลอายุสั้นกันแล้ว ถือเป็นการโยนอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปไว้ในมืออนุรักษ์นิยมที่รอเวลานี้มาโดยตลอด พอสบโอกาสกินรวบได้จึงไม่รอช้า กรณีแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมัน อย่างที่บอกภายใต้สถานการณ์แบบนี้น่าแปลกใจที่รัฐมนตรีพลังงานกลับไม่มีบทบาทใด ๆ จะอ้างว่าเป็นช่วงรัฐบาลรักษาการก็ใช่ที่ พอมองไปยังคนที่เข้ามารับหน้าที่แทนแล้วมาถึงจุดนี้ ถ้าไม่มืดบอดหรือหลอกตัวเอง คงเข้าใจแล้วว่าเพราะอะไร

น่าจะเป็นไปอย่างที่ วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.ปาร์ตี้ลิสต์และหัวหน้าพรรคไทยภักดีว่า ใคร ๆ ก็รู้ตามปั๊มไม่มีน้ำมันขายเพราะมีการกักตุนน้ำมัน แต่รัฐบาลไม่รู้ มาบอกว่า ประชาชนตื่นตระหนก มาเติมน้ำมันพร้อมกันจำนวนมาก สุดท้ายก็ต้องยอมขึ้นลิตรละ 6 บาท เพื่อให้เขาปล่อยน้ำมันให้ปั๊มมาขาย แถมวานนี้ (พฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม) ไม่มีประชุมสภาอีก ทั้งที่ต้องมีการประชุมสัปดาห์ละสองวัน มันก็เหมือนมีการเตรียมการกันไว้ล่วงหน้า หมอวรงค์จึงชี้ว่า แค่เริ่มต้นก็แย่แล้ว “เอาพ่อค้าน้ำมันมาแก้ปัญหาน้ำมัน มันก็เป็นแบบนี้”

หรือจะอย่างที่ รสนา โตสิตระกูล อดีต สว.ตั้งคำถามโดยตรงไปยัง พิพัฒน์ รัชกิจประการ กรณีปั๊มน้ำมันพีทีติดป้ายแจ้งว่าน้ำมันหมดตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันที่ 25 มีนาคม ก่อนที่จะมีการประกาศขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาท ซึ่งมีผลในเช้าวันที่ 26 มีนาคม ผู้ดำรงตำแหน่งรักษาการรองนายกฯ และทำหน้าที่แทนนายกฯ ในการกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไข และป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และเป็นเจ้าของปั๊มดังว่า ใช้ข้อมูลภายในให้ปิดปั๊มขายน้ำมันด้วยใช่หรือไม่ ถือว่าเอาข้อมูลภายในมาหาประโยชน์จากประชาชนทั้งแผ่นดิน ใช่หรือไม่ นับว่าเป็นการใช้วิกฤตโลกและความเดือดร้อนของประชาชนเป็นโอกาสในการถอนทุนการเลือกตั้ง ใช่หรือไม่? บอกแล้วว่าคนมีของ รัฐบาลมีเส้นใครจะทำไม

อรชุน

Back to top button