
หุ้นแบงก์ยังแกร่ง
ล่าสุด หุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังถูกยกว่าเป็นกลุ่มที่แกร่งสุด หรือมีความเข้มแข็งทางด้านผลประกอบการเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มอื่น ๆ
ล่าสุด หุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังถูกยกว่าเป็นกลุ่มที่แกร่งสุด หรือมีความเข้มแข็งทางด้านผลประกอบการเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มอื่น ๆ
ในปี 2568 ดัชนี SET Index ปรับลง 14-15% หรือประมาณ 200 จุด
แต่ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารฯ กลับสวนทางเป็นขาขึ้น ปิดปลายปี 68 พุ่งสวนขึ้นมาได้มากถึง 7-9%
เช่นเดียวกับปี 2569 ที่ดัชนีหุ้นไทยวิ่งขึ้นมาแล้ว 17-18% ส่วนดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารขึ้นมาเช่นกันประมาณ 7-8% และแม้ว่าจะขึ้นมาต่ำกว่าดัชนี แต่หากมองในข้อเท็จจริงจะพบว่า ดัชนีหุ้นไทยที่วิ่งขึ้นมาต่อเนื่องนับจากปลายปี 68 นั้น สาเหตุหลัก ๆ มาจากหุ้นเดลต้าฯ DELTA ที่บวกมากขึ้น 68% หรือมีส่วนดันดัชนีฯ ขึ้นมาได้มากขึ้น 120 จุด
สำหรับหุ้นแบงก์นั้น หลังผ่านวิกฤตการเงินในปี 2540 เราจะพบว่า บรรดาแบงก์เกอร์ต่างใช้นโยบายตั้งการ์ดสูง
ทั้งการปล่อยสินเชื่อที่เข้มข้นขึ้น และรวมถึงการตั้งสำรองในระดับสูงไว้ก่อน
ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า เหตุใดที่บรรดาแบงก์ต่าง ๆ ปัดการอนุมัติสินเชื่อด้านอสังหาฯ ค่อนข้างมากในช่วงปี 2568 และเลยมาถึงปี 2569
เพราะเขามองว่า ตรงไหนเสี่ยง จะไม่เดินไปทางนั้นทันที
นอกเหนือจากเรื่องสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้หุ้นแบงก์ได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงนักลงทุนรายย่อย เช่น
- ส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ยังอยู่ในระดับสูง แม้ในช่วงปี 2568 ดอกเบี้ยจะเป็นขาลงและกดดันให้ NIM แคบลง
- รายได้จากดอกเบี้ยยังคงสร้างกำไรสุทธิให้กับธนาคารได้อย่างต่อเนื่อง
- ธนาคารมีรายได้จากดอกเบี้ยอยู่ในระดับค่อนข้างสูง
จากรายได้ดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง ช่วยดันให้กำไรของธนาคารยังเติบโตได้ต่อเนื่อง เพราะนอกเหนือจากรายได้ดอกเบี้ยแล้ว ธนาคารยังมีรายได้จากค่าฟี หรือค่าธรรมเนียม และรวมถึงการควบคุมต้นทุน ทำให้มีหลายธนาคารมีกำไรสุทธิที่สร้างสถิติสูงสุดใหม่
การคุมเข้มเรื่องของการปล่อยสินเชื่อ ได้ส่งผลมายังคุณภาพสินเชื่อ
สังเกตได้จากหนี้ที้ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือ เอ็นพีแอลอยู่ในระดับ “ทรงตัว” คือ ไม่ได้พุ่งสูงจนน่ากังวล
และเมื่อหนี้เสียค่อนข้างทรงตัว ทำให้ธนาคารต่างมีการตั้งสำรองหนี้ในระดับต่ำ เงินกองทุน เช่น BIS Ratio ระดับที่เข้มแข็ง และ Coverage Ratio ระดับสูงมาก ทำให้นักลงทุนมั่นใจต่อเสถียรภาพทางการเงินของธนาคาร
กำไรระดับสูง เงินสำรองที่เข้มแข็ง สภาพคล่องหรือกระแสเงินสดในมือที่ค่อนข้างมาก ทำให้แบงก์ปรับนโยบายการจ่ายเงินปันผลด้วยการเพิ่ม Dividend Payout Ratio และส่งผลมายังอัตราผลตอบแทนเงินปันผล หรือ Dividend Yield ที่สูงกว่า 6-8% สูงกว่าหุ้นหลายกลุ่มในตลาด ทำให้เป็น หุ้น Defensive ที่นักลงทุนต้องการถือระยะยาว
ทุกครั้งที่ราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารฯ เกิดการย่อตัว ที่อาจเกิดจขากการแพนิก หรือมีการขายทำกำไรออกมา
เราจะเห็นแรงรับซื้อที่บริเวณแนวรับค่อนข้างมาก
ทำให้ราคาหุ้นธนาคารฯ ไม่ย่อตัวลงมามากนัก เพราะในแง่ของ Valuation ที่ยังไม่แพงเป็นทุนเดิม หรือ PBV ต่ำ โดยพบว่า หุ้นธนาคารหลายตัวซื้อขาย PBV ที่ระดับเพียง 1 เท่า
และเมื่อเทียบกับกำไรที่เติบโต ทำให้ราคาหุ้นเกิดมีอัพไซด์จากการที่นักวิเคราะห์ปรับมูลค่าขึ้นมา
คุณสมบัติของหุ้น ทำให้หุ้นแบงก์ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติหรือ “ฟันด์โฟลว์” โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน ซึ่งกลุ่มแบงก์ยังเป็นหุ้นที่ต่างชาติ และนักลงทุนสถาบันของไทยยังเลือกที่จะถือต่อไป
โดยเฉพาะในหุ้น 4 ธนาคารขนาดใหญ่ที่มีมาร์เก็ตแคปและสภาพคล่องสูง
ธนาคากรุงไทย (KTB)
ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)
บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCB)
และธนาคารกรุงเทพ (BBL)