ใครก็ชอบของถูก (ฟรี) แต่…

อเมริกันชน น่าจะอับอายขายหน้านะที่มีประธานาธิบดีวิกลจริตเช่นนี้ พรรครีพับลิกัน ก็ยึดถือเอากฎพวกมากลากไป เหนือกว่าความสงบสุขสันติแห่งประชาคมโลก


อเมริกันชน น่าจะอับอายขายหน้านะที่มีประธานาธิบดีวิกลจริตเช่นนี้ พรรครีพับลิกัน ก็ยึดถือเอากฎพวกมากลากไป เหนือกว่าความสงบสุขสันติแห่งประชาคมโลก ผู้นำสหรัฐฯ คนนี้ เปรียบเหมือนอสุรกาย ฉีกทุกกฎกติกาแห่งอารยธรรมอันดีงาม รวมทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ

เขาเป็นคนชอบยื่นคำขาดและก็เลิกราไปเองครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งล่าสุดนี่ก็ให้เวลา 48 ชั่วโมง เขย่าขวัญกันสุดขีดว่าจะทำลายอารยธรรมอิหร่านให้สิ้นซาก โครงสร้างพื้นฐานทั้งปวงจะถูกทำลายราบจนอิหร่านกลับสู่ “ยุคหิน” โบราณไปโน่น 

แต่แล้วเมื่อครบกำหนด ก็ประกาศเลื่อนออกไปอีก 2 สัปดาห์  ทำข้อตกลงหยุดยิง พร้อมตั้งทีมเจรจา 2 ฝ่าย โดยอิหร่านจะต้องเปิดเดินเรือโดยเสรีในช่องแคบฮอร์มุซ เป็นข้อแลกเปลี่ยน คนทั่วไปเชื่อว่าเมื่อครบเดดไลน์ อสุรกายตนนี้ก็คงบัญชาการให้กลับมาบรรเลงเพลงสงครามกันใหม่

ทุพภิกขภัยของชาวโลก คงไม่หมดลงโดยง่ายจากประธานาธิบดีจอมเกรียนผู้นี้

ประเทศไทยมีข่าวดี “รัฐบาลใหม่” ประกาศลดราคาจำหน่ายปลีกน้ำมันดีเซลลิตรละ 2 บาท โดยตราเป็นกฎหมายให้ปรับลดราคาน้ำมัน “ณ หน้าโรงกลั่น” ลงมา 2 บาท อาทิเช่น ราคาดีเซลหมุนเร็วที่จำหน่ายปลีก ณ วันที่ 7 เม..ราคา 50.54 บาท/ลิตร มีราคาหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 56.11 บาท (ต้องใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมัน 18.10 บาท)

ราคาหน้าโรงกลั่นหลังลดราคาก็จะกลายเป็น 54.11 บาท/ลิตร หากโครงสร้างราคายังเป็นภาษี เงินอุดหนุนจากกองทุนฯ และค่าการตลาดตัวอื่น ๆ เท่าเดิม ราคาหน้าโรงกลั่นที่ถูกบังคับปรับลดลง 2 บาท ก็อาจจะย้อนกลับมาเป็นราคาจำหน่ายปลีกตามสถานีบริการเหลือเพียง 48.54 บาท

นี่เป็นการบังคับใช้กฎหมายกับโรงกลั่น โดยการพิจารณาว่าราคาน้ำมันโลกที่พุ่งพรวดพราดเกิน 110 ดอลลาร์/บาร์เรล ทำให้โรงกลั่นมีกำไรมากมายกว่าการดำเนินงานปกติ ยกตัวอย่างค่าการกลั่น (ราคาน้ำมันสำเร็จรูป-ราคาน้ำมันดิบ) ที่เคยทรงตัวอยู่ระดับ 2-3 บาท/ลิตรในปี 68

แต่หลังเกิดสงครามตั้งแต่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ค่าการกลั่นในเดือนมี.ค.กลับขยับขึ้นเป็น 7.23 บาท/ลิตร และ

พอก้าวเข้าสู่เดือนเม.ย.ช่วง 1-7 เม.ย. ที่เสียวสยองใกล้เส้นตายของทรัมป์ ค่าการกลั่นก็พุ่งพรวดมาถึง 17.50 บาท/ลิตร ตรงนี้แหละรัฐบาลคงร้อง “อู้หู! กำไรโรงกลั่นบวม สมควรต้องจิ้มเก็บซะเลย”

ในแง่ประชาชนที่ทุกข์ยากเลือดตาแทบกระเด็นก็คงจะดีใจ ที่เห็นราคาน้ำมันลดลงมา 2 บาท/ลิตร แต่ผมว่าในแง่ของโรงกลั่น คงจะไม่แฮปปี้สักเท่าไหร่ เพราะราคาน้ำมันย่อมมีขึ้น-มีลง ยามขึ้น ค่าการกลั่นก็สูงปรี๊ด แต่ยามลง ค่าการกลั่นก็ต่ำเตี้ย รัฐจะช่วยชดเชยให้ไหม?

ค่าการกลั่น เมื่อหักต้นทุนต่าง ๆ อาทิ ค่าขนส่ง ค่าประกัน ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ฯลฯ แถมยามสงครามก็จะมี “วอร์ พรีเมียม” ซึ่งแพงกว่าสถานการณ์ปกติมาก กำไรโรงกลั่นอาจจะเหนือศูนย์ไม่มาก หรืออาจจะติดลบไปเลย ซึ่งโดยปกติแล้ว ผลกำไร/ยอดขายของโรงกลั่นเฉลี่ยแล้วก็อยู่ระดับไม่เกิน 3% เท่านั้น แต่ต้องใช้เงินทุนสูงมาก

อาทิจากผลประกอบการปี 68 โรงกลั่น SPRC ของเชฟรอน มีรายได้รวม 242,133.52 แต่มีกำไรสุทธิเพียงแค่ 2,569.36 ล้านบาทเท่านั้น คิดเป็นอัตราส่วนเพียง 1.06% ในขณะที่ไทยออยล์ มีรายได้จากโรงกลั่นและรายการพิเศษ (กว่า 1 หมื่นล้าน) รวม 401,814 ล้านบาท ก็ยังมีกำไรเพียง 14,584.20 ล้านบาท หรืออัตราส่วน 3.6% เท่านั้น

ทางเลือกในการรีดเลือดจากโรงกลั่น จึงค่อนข้างจะผิดธรรมชาติ และไม่น่าจะแก้ปัญหาได้ตรงจุด นอกจากนั้นยังอาจเกิดปัญหากับผู้ลงทุนต่างชาติเช่น SPRC ของเชฟรอนด้วย ทำไม รัฐบาลไม่ใช้ทางเลือกในการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 6.92 บาทอยู่

ธรรมชาติน้ำมันนั้นมีขึ้น-มีลง ผลจากข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสร่วงจาก 112 เหรียญฯ/บาร์เรลลงมา 18 เหรียญ แล้วจะคืน 2 บาทซึ่งเป็นอัตราตายตัวให้โรงกลั่นเขาไหม สมัยลุงตู่ ก็เคยจะปล้นโรงกลั่น แต่โดนโวย เลยต้องเผ่นไปรีดเอาจากโรงแยกก๊าซของปตท.มาช่วยกองทุนน้ำมันแทน 

ทางเลือกในการรีดโรงกลั่น เสี่ยงเอาการ เพราะผิดธรรมชาติ แถมจะโดนข้อหารังแกเอกชนต่างชาติรวมทั้งเอกชนคนไทยด้วยกันเอา ขออนุญาตขัดใจเพราะไม่เห็นด้วยครับ

Back to top button