12 รัฐต่อต้าน Paramount ควบ WBD

กลายเป็นประเด็นร้อนสั่นสะเทือนไปทั้งฮอลลีวูดและแวดวงการเงินระดับโลก เมื่อรัฐแคลิฟอร์เนีย ร่วมกับอีก 11 รัฐ ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลาง


กลายเป็นประเด็นร้อนสั่นสะเทือนไปทั้งฮอลลีวูดและแวดวงการเงินระดับโลก เมื่อรัฐแคลิฟอร์เนีย ร่วมกับอีก 11 รัฐ ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลาง เพื่อสกัดกั้นดีลควบรวมกิจการครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง Paramount Global และ Warner Bros. Discovery (WBD) ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 4 ล้านล้านบาท โดยฝั่งอัยการรัฐให้เหตุผลว่าดีลยักษ์ชนยักษ์ครั้งนี้จะทำลายระบบการแข่งขันและสร้างอำนาจผูกขาดที่เบ็ดเสร็จเกินไป ในอุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์และภาพยนตร์ของสหรัฐอเมริกา

หากพลิกดูตัวเลขคำฟ้อง พบว่า ความกังวลของทั้ง 12 รัฐนั้น ไม่ใช่เรื่องที่กล่าวเกินจริงเลย เพราะหาก Paramount และ WBD สามารถรวมร่างกันได้สำเร็จ บริษัทใหม่ที่เกิดขึ้นจะมีส่วนแบ่งตลาดจัดจำหน่ายภาพยนตร์ในสหรัฐฯ สูงถึง 27% และถ้านับเฉพาะภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับ Blockbuster ตัวเลขจะพุ่งสูงถึง 30% นอกจากนี้ยังเป็นการรวมศูนย์อำนาจเหนือสถานีโทรทัศน์เคเบิลยอดนิยมไม่ว่าจะเป็นช่องข่าวสารอย่าง CNN หรือช่องความบันเทิงระดับแม่เหล็กอย่าง HBO, MTV, Cartoon Network, HGTV และ Nickelodeon ซึ่งเป็นคอนเทนต์หลักที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของคนอเมริกันแทบทุกบ้าน

สิ่งที่อัยการสูงสุดของรัฐต่าง ๆ กังวลมากสุด คือ ผลกระทบลูกโซ่ที่จะตกสู่ผู้บริโภคและคนทำงานในแง่ของผู้บริโภคการลดลงของผู้เล่นรายใหญ่จากสองเหลือหนึ่งจะทำให้บริษัทใหม่มีอำนาจล้นมือ ในการกำหนดราคาตั๋วภาพยนตร์ ค่าบริการแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งรวมถึงการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ให้บริการเคเบิลทีวี สุดท้ายแล้วภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นทั้งหมดนี้ก็จะถูกผลักมาให้ประชาชนต้องแบกรับ ขณะเดียวกันฝั่งคนทำงานเบื้องหลังและเบื้องหน้า ตั้งแต่นักเขียนบท นักแสดง ไปจนถึงทีมงานกองถ่าย ก็อาจต้องเผชิญกับภาวะ “ตลาดผูกขาดฝั่งซื้อ” (Monopsony) ที่ทำให้ทางเลือกในการหางานลดลง ส่งผลให้อำนาจการเจรจาต่อรองค่าจ้าง สวัสดิการและเงื่อนไขการทำงานในฮอลลีวูด อ่อนแอลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่ฝั่ง Paramount และ Skydance ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดอย่างสิ้นเชิงโดยแถลงการณ์โต้กลับว่า คำฟ้องของทั้ง 12 รัฐเป็นการตีความกฎหมายการแข่งขันทางการค้าที่ผิดเพี้ยน และไม่เข้าใจบริบทที่แท้จริงของโลกความบันเทิงยุคปัจจุบันที่ผู้เล่นดั้งเดิมกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก จากแพลตฟอร์มบิ๊กเทคและสตรีมมิ่งระดับโลกอย่าง Netflix, Disney+ หรือแม้กระทั่ง Amazon และ Apple 

ฝ่ายบริหาร Paramount ย้ำว่าการควบรวมนี้ไม่ใช่การผูกขาดเพื่อรังแกใคร แต่เป็นทางรอด ช่วยลดต้นทุนโครงสร้างที่ซ้ำซ้อนลงมากกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้บริษัทมีเม็ดเงิน หมุนเวียนไปขับเคลื่อนการผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยตั้งเป้าจะส่งภาพยนตร์ลงโรงฉาย ให้ได้ถึง 30 เรื่องต่อปี เพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลายและสดใหม่ให้แก่ผู้ชมทั่วโลก

แต่ในสายตาของรัฐผู้ฟ้องร้อง คำมั่นสัญญาว่าจะผลิตหนังเพิ่มขึ้นนั้นเป็นเพียง “คำพูดลอย ๆ” ที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เพราะความเป็นจริง เมื่อบริษัทมีอำนาจเหนือตลาดแล้ว จะเลือกตัดลดคุณภาพหรือขึ้นราคาเมื่อไหร่ก็ได้ นอกจากประเด็นทางธุรกิจแล้ว คดีนี้ยังจุดชนวนความขัดแย้งทางการเมืองครั้งสำคัญ เนื่องจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (DOJ) ภายใต้รัฐบาลกลางได้ให้ไฟเขียวอนุมัติดีลนี้ไปก่อนหน้า

ทว่านักวิจารณ์หลายฝ่ายกลับตั้งข้อสังเกตว่า ดีลนี้ผ่านฉลุยอย่างรวดเร็วผิดปกติ อาจเป็นเพราะสายสัมพันธ์ อันแนบแน่นระหว่าง “แลร์รี เอลลิสัน” มหาเศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้ง Oracle ซึ่งเป็นบิดาของ “เดวิด เอลลิสัน” ซีอีโอของ Paramount Skydance กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่อัยการสูงสุดของทั้ง 12 รัฐ ที่ลุกขึ้นมาฟ้องร้องครั้งนี้ ล้วนเป็นตัวแทนจากพรรคเดโมแครตทั้งสิ้น คดีนี้จึงมีกลิ่นอายของการเมือง และการคานอำนาจระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นฝั่งเดโมแครตกับรัฐบาลกลางฝั่งรีพับลิกันอย่างชัดเจน

ถือเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่จะกัดกินสภาพคล่อง ยิ่งคดียืดเยื้อในชั้นศาลนานเท่าไหร่ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะยิ่งลดถอย แหล่งเงินทุนอาจถอนตัวราคาหุ้นทั้ง 2 บริษัทอาจดิ่งเหวและท้ายสุดข้อตกลงมูลค่า 4 ล้านล้านบาทนี้ อาจพังทลายลงทิ้งไว้เพียงรอยร้าวครั้งใหญ่ ในอุตสาหกรรมและคำถามที่ว่าขอบเขตของคำว่า “การแข่งขันที่เสรี” อยู่ตรงไหนกันแน่..!!

Back to top button