
3 หุ้นไฟแนนซ์ ใครเด่นสุด
ช่วงนี้ถ้าจะมองหุ้นไฟแนนซ์ ต้องแยกกันดูเป็นรายตัวครับ เพราะแม้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่ภาพการเติบโตไม่เหมือนกัน
ช่วงนี้ถ้าจะมองหุ้นไฟแนนซ์ ต้องแยกกันดูเป็นรายตัวครับ เพราะแม้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่ภาพการเติบโตไม่เหมือนกัน
เริ่มจาก SAWAD ก่อน
ต้องบอกว่าออกมาค่อนข้างดี หลังประชุมนักวิเคราะห์ ภาพรวมไม่ได้มีอะไรให้ตกใจ โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ ดูเหมือนจะผ่านจุดที่แย่ที่สุดมาแล้ว
NPL ทรงตัวจากไตรมาสก่อน ขณะที่ขาดทุนจากรถยึดลดลงต่อเนื่อง ไตรมาส 2 เหลือเพียง 35 ล้านบาท
จากไตรมาสแรกที่ขาดทุนถึง 109 ล้านบาท
ถ้าครึ่งปีหลังคุมได้ตามแผน ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อกำไร
นักวิเคราะห์คาดกำไรปี 2569 ไว้ที่ 5,538 ล้านบาท เติบโต 10% จากปีก่อน ส่วนปี 2570 คาด 5,824 ล้านบาท
อีกเรื่องที่น่าสนใจ คือต้นทุนทางการเงินมีโอกาสลดลง จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ ที่มีต้นทุนต่ำกว่าชุดเดิม
ส่วนสินเชื่อปีนี้ บริษัทตั้งเป้าโต 10-15% แต่ไม่ได้เน้นโตอย่างเดียว ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพลูกหนี้ด้วย ที่มองว่าน่าสนใจ คือธุรกิจ Locked Phone ของ SCAP เริ่มเห็นภาพการเติบโตชัดขึ้น
ปี 2570 ตั้งเป้าปล่อยใหม่ 6,000-7,000 ล้านบาท
ดังนั้น SAWAD จึงยังมีเรื่องให้ลุ้น ทั้งกำไรที่กลับมาโต คุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น และธุรกิจใหม่ที่เข้ามาช่วยเสริม
ตัวที่สอง MTC รายนี้ต้องบอกว่าไม่ได้แย่นะครับ แต่มีเรื่องให้ต้องระวังมากกว่า SAWAD เพราะบริษัทลดเป้าสินเชื่อปีนี้
เหลือเติบโต 8-10% จากเดิมที่ตั้งไว้ 10-15%
เหตุผลก็ตรงไปตรงมา คือ “ราคาพลังงานสูงขึ้น” และ “เศรษฐกิจยังเปราะบาง”
บริษัทจึงเลือกปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง
พูดง่าย ๆ คือ MTC ยอมโตช้าลง เพื่อรักษาคุณภาพลูกหนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหาย ในสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ เพราะโตเร็วแต่ต้องกลับมาตั้งสำรอง ก็ไม่ได้ช่วยให้กำไรดีขึ้นเท่าไร
MTC ยังตั้งเป้า NPL ไม่ให้เกิน 2.55% และคุม Credit Cost ไม่เกิน 2.6%
ดังนั้นโจทย์สำคัญ จึงอยู่ที่คุณภาพสินทรัพย์ ถ้าคุมได้ตามเป้า กำไรก็ยังมีโอกาสออกมาดีกว่าคาด
ส่วนตัวสุดท้าย TIDLOR ถูกมองว่าน่าสนใจที่สุดใน 3 หุ้นไฟแนนซ์ เพราะกำไรไตรมาส 2 ออกมาดีกว่าคาด อยู่ที่ 1,530 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 18.3% จากปีก่อน
ที่สำคัญคือรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ยังเติบโตได้ดี
ขณะที่ Loan Spread ขยับขึ้นเป็น 15.53% ต้นทุนทางการเงินก็ลดลง และมีโอกาสลดต่อในครึ่งปีหลัง จากหุ้นกู้ต้นทุนสูงที่ทยอยครบกำหนด คุณภาพสินทรัพย์แม้ NPL ขยับขึ้น แต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของบริษัท และ Coverage Ratio ยังสูงถึง 321.5%
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไม TIDLOR ถึงถูกเลือกเป็น Top Pick ของกลุ่มไฟแนนซ์
ถ้าถามว่า 3 หุ้นนี้ ใครเด่นที่สุดในเวลานี้
ต้องยกให้ TIDLOR มาก่อน เพราะเห็นทั้งกำไรและ Spread ที่แข็งแรง
ตามมาด้วย SAWAD เพราะเป็นหุ้นที่กำลังรอการฟื้นตัว โดยเฉพาะคุณภาพสินทรัพย์
ส่วน MTC ยังดี แต่ต้องรอให้เห็นภาพเศรษฐกิจชัดขึ้น
หุ้นไฟแนนซ์รอบนี้ จึงไม่ได้วัดกันแค่เรื่องสินเชื่อโต แต่ต้องดูด้วยว่า ใครคุม NPL ได้ ใครลดต้นทุนเงินได้
และใครทำกำไรได้จากสินเชื่อที่มีอยู่
สุดท้ายแล้ว
หุ้นที่โตช้าแต่กำไรดี
อาจน่าสนใจกว่าหุ้นที่โตเร็ว แต่ต้องแบกหนี้เสียและสำรองไว้ข้างหลัง