TLI – BLA หุ้นไม่วิ่งตามบอนด์ยีลด์?

บอนด์ยีลด์เพิ่มขึ้น แล้วทำไมราคาหุ้น บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI และ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA จึงไม่ขึ้นตาม


บอนด์ยีลด์เพิ่มขึ้น แล้วทำไมราคาหุ้น บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI และ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA จึงไม่ขึ้นตาม

 ปุจฉา…คำถามนี้มีนักลงทุนถามเข้ามาครับ

คำถามนี้มีเหตุผล แต่จริงแล้วต้องพิจารณาเงื่อนไขอีกหลายข้อ

เริ่มจากคำว่า “บอนด์ยีลด์ขึ้น” ต้องระบุประเทศ อายุพันธบัตร และช่วงเวลา โดยข้อมูล ADB ณ 29 ต.ค. 69 ระบุยีลด์พันธบัตรไทยอายุ 10 ปีที่ 2.167% เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน 50.8 จุดฐาน แต่ลดลงในช่วง 1 สัปดาห์ล่าสุด

ดังนั้น ผลตอบแทนพันธบัตรกำลังไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกช่วงเวลา

และยีลด์สหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้รายได้ของบริษัทประกันไทยเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ

เพราะสิ่งที่ต้องพิจารณาคือ บริษัทนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ใดและสกุลเงินใด รวมถึงต้นทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนของเงินลงทุนต่างประเทศ

สำหรับพันธบัตรที่ซื้อใหม่ ยีลด์ที่เพิ่มขึ้นช่วยเพิ่มผลตอบแทนตามเงื่อนไขการลงทุนครับ

ทว่าพันธบัตรเดิมที่จ่ายดอกเบี้ยคงที่ยังจ่ายดอกเบี้ยตามสัญญา

บริษัทจึงไม่ได้รับดอกเบี้ยเพิ่มจากเงินลงทุนทั้งหมดในทันที

ประโยชน์จะทยอยเกิดเมื่อมี “เบี้ยประกันรับ” เข้า ดอกเบี้ยรับ หรือเงินลงทุนครบกำหนด จังหวะรับเงินและการจัดสรรเงินลงทุนจึงมีผลต่อรายได้จริง

ขณะเดียวกัน เมื่อยีลด์เพิ่มขึ้น ราคาตลาดของพันธบัตรเดิมจะลดลง

ยกตัวอย่างนะครับ เช่น พันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยคงที่จะล็อกดอกเบี้ยไว้ตั้งแต่วันออก เช่น มูลค่าหน้าตั๋ว 1,000 บาท ดอกเบี้ย 3% ผู้ถือจะได้รับปีละ 30 บาทตลอดอายุพันธบัตร แม้ดอกเบี้ยในตลาดเปลี่ยนไป

เมื่อดอกเบี้ยตลาดขึ้นเป็น 5%

พันธบัตรใหม่ที่ออกใกล้ราคาหน้าตั๋ว 1,000 บาท อาจจ่ายดอกเบี้ยปีละ 50 บาท นักลงทุนจึงสนใจพันธบัตรใหม่มากกว่าพันธบัตรเดิมที่จ่ายเพียง 30 บาท หากอายุคงเหลือและความเสี่ยงใกล้เคียงกัน

ราคาพันธบัตรเดิมจึงต้องลดลงเพื่อให้ผลตอบแทนน่าสนใจขึ้น เช่น หากซื้อได้ที่ 600 บาท ดอกเบี้ยปีละ 30 บาทจะคิดเป็น ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเทียบราคาซื้อ (Current Yield) 5% จากการคำนวณ 30 ÷ 600

แต่ 600 บาทเป็นเพียงตัวอย่างการคำนวณ Current Yield

ราคาซื้อขายจริงยังขึ้นอยู่กับอายุคงเหลือ ความเสี่ยง และเงินต้นที่จะได้รับคืนเมื่อครบกำหนด จึงไม่ได้ลดลงมาอยู่ที่ 600 บาทเสมอไป

นอกจากนี้ ผลทางบัญชี ยังขึ้นอยู่กับประเภทสินทรัพย์และวิธีรับรู้รายการ ส่วนภาระหนี้สินประกันภัย ต้องพิจารณาผลจากอัตราคิดลดด้วย และยังต้องตรวจสอบความสอดคล้องของ กระแสเงินสด สินทรัพย์กับภาระจ่ายตามกรมธรรม์

จากนั้นจึงพิจารณาว่าผลสุทธิสนับสนุนกำไรและเงินกองทุนเพียงใดนั่นแหละ

ข้อมูลของ TLI ครึ่งแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 6,575 ล้านบาท จาก 6,328 ล้านบาทในปีก่อน

แต่ CSM จากธุรกิจใหม่อยู่ที่ 5,211 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งบริษัทอธิบายว่าปีก่อนมียอดขายสัญญาสุขภาพจำนวนมากก่อนใช้เงื่อนไขร่วมจ่าย

CSM คือกำไรจากบริการตามสัญญาประกันภัยที่ยังไม่ได้รับรู้ ตัวเลขธุรกิจใหม่จึงเกี่ยวข้องกับกำไรที่จะทยอยรับรู้ในอนาคต

ข้อสังเกตคือ ดอกเบี้ยลงทุนที่เพิ่มขึ้นอาจยังไม่เพียงพอให้ผู้ลงทุนมั่นใจ เพราะยังต้องประเมินความต่อเนื่องของยอดขายและกำไรจากการรับประกันภัย

สำหรับ BLA ต้องพิจารณาผลประกอบการรายไตรมาสประกอบด้วย

ครึ่งแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 3,603 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% แต่เฉพาะไตรมาส 2/69 กำไรสุทธิ 1,997 ล้านบาท ลดลง 7% 

บริษัทระบุว่าผลสุทธิทางการเงินลดลง โดยรายได้ดอกเบี้ยเป็นสาเหตุส่วนหนึ่ง

ข้อมูลนี้ยืนยันว่า ยีลด์ตลาดกับรายได้ดอกเบี้ยที่บริษัทรับรู้ไม่ได้เปลี่ยนพร้อมกันเสมอ

อย่างไรก็ตาม BLA มี CSM จากธุรกิจใหม่ครึ่งปี 2,409 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27%

บริษัทระบุปัจจัยจากยีลด์ที่เพิ่มขึ้นและการปรับสมมติฐานสินไหมตามประสบการณ์จริง

ดังนั้น จะเห็นว่า TLI และ BLA มีสถานการณ์ทางธุรกิจไม่เหมือนกัน

สรุป บอนด์ยีลด์เป็นเพียงหนึ่งปัจจัยของกำไรประกันชีวิตครับ

สิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามคือ ผลตอบแทนลงทุน เบี้ยจากธุรกิจใหม่ สินไหม เงินกองทุน และเงินปันผล

Back to top button