
‘สแกมเมอร์’ ท้าทายความปลอดภัยการเงินไทย
ยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของคนไทย การธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางออนไลน์ ที่กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของคนไทย การธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางออนไลน์ ที่กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตัวเลขการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่าง PromptPay ที่มีผู้ลงทะเบียนมากกว่า 83 ล้านบัญชี รวมถึงแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ที่มีผู้ใช้งานเกินกว่า 40 ล้านราย เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมอย่างมากในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัล
อย่างไรก็ตามความสะดวกสบายดังกล่าว กลับแลกมาด้วยความเสี่ยงมหาศาล จากภัยคุกคามทางไซเบอร์ และกลุ่มมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ ตลอดจนกระบวนการฟอกเงินและธุรกิจสีเทา ต่างพยายามหาช่องโหว่ในระบบ เพื่อดูดเงินและถ่ายโอนทรัพย์สินของประชาชนอย่างรวดเร็ว โดยภูมิภาคเอเชีย ถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยสแกมเมอร์ คิดเป็นสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของความเสียหายทั่วโลก ขณะที่ไทยเอง ได้รับผลกระทบเป็นมูลค่ามหาศาล
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผนึกกำลังร่วมกับ สำนักงาน ก.ล.ต. พร้อมด้วยพันธมิตรในระบบนิเวศทางการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ผู้ให้บริการ e-Payment ผู้ให้บริการสินเชื่อ Non-Bank และผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตรา เพื่อยกระดับมาตรการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผ่านการลงนามประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันวันที่ 10 ก.ย.นี้
การผนึกกำลังครั้งนี้ ถือเป็นการก้าวข้ามการประกาศเจตนารมณ์เชิงหลักการแบบเดิม ๆ ไปสู่การกำหนดพันธกิจและข้อตกลง แนบท้ายที่ระบุหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานไว้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันปิดช่องโหว่การถ่ายโอนเงินจากธุรกิจผิดกฎหมายและการทุจริตทุกรูปแบบ ให้ทุกภาคส่วนนำไปปฏิบัติจริงในการสกัดกั้นเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพ
ขอบเขตการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือนี้ เน้นการควบคุมการถอนและการฝากเงินสด มูลค่าสูงตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป การกำกับดูแลการซื้อขายทองคำแท่ง การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ตลอดจนสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง USDT ที่มักถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงินและถ่ายโอนทรัพย์สินสีเทาออกนอกระบบการเงินปกติอย่างรวดเร็ว
ผลลัพธ์จากมาตรการที่ธปท. ได้ดำเนินการล่วงหน้ามาก่อนหน้านี้ เริ่มส่งผลอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการปราบปรามแอปดูดเงิน ผ่านการออกมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับโมบายแบงก์กิ้ง ที่สามารถลดปัญหาลงจนเหลือศูนย์ การคุมเข้มบัญชีม้า และการจำกัดวงเงินการโอนเงินทางดิจิทัลต่อวัน ช่วยลดมูลค่าความเสียหายรวมจากภัยฉ้อโกงลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้มาตรการจำกัดการถอนเงินสดมูลค่าสูง ส่งผลให้ปริมาณการถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปลดลงเกินกว่าครึ่ง เช่นเดียวกับการกำหนดมาตรการรายงานการถอนทองคำแท่งปริมาณมากตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ที่ช่วยลดการถอนทองคำ กายภาพลงได้ถึง 70% ถือเป็นด่านแรกในการตัดวงจรการเปลี่ยนสภาพเงินทุจริตให้กลายเป็นสินทรัพย์อื่น
ก้าวสำคัญของธปท.คือการผลักดันแนวทาง Bangkok Blueprint ที่เป็นการพัฒนาร่วมกับ IMF และธนาคารโลก เพื่อกำหนดกรอบมาตรฐานการจัดการความเสี่ยงด้านภัยไซเบอร์และการบริหารจัดการภัยหลอกลวงทางการเงินระดับสากล โดยเตรียมนำไปเสนอในเวทีการประชุมใหญ่ประจำปี IMF–World Bank ในช่วงเดือนตุลาคมนี้
Bangkok Blueprint จึงไม่เพียงแต่มุ่งหวังให้กลายเป็นเอกสารอ้างอิงสำคัญสำหรับประเทศต่าง ๆ ในการรับมือกับการ ฉ้อโกงทางดิจิทัล แต่เป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับความโปร่งใส และสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติและประชาชน ส่งเสริมให้ระบบการเงินดิจิทัลไทย มีความปลอดภัย พร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างมั่นคง..!!