
พาราสาวะถี
บ่ายสามโมงวันนี้ (14 กันยายน) สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่สำนักงาน กกต. เพื่อรอฟังบทสรุปจากที่ประชุม 7 เสือ กกต.จะเคาะคดีฮั้วเลือกสว.ออกมาอย่างไร
บ่ายสามโมงวันนี้ (14 กันยายน) สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่สำนักงาน กกต. เพื่อรอฟังบทสรุปจากที่ประชุม 7 เสือ กกต.จะเคาะคดีฮั้วเลือกสว.ออกมาอย่างไร ถ้าประเมินจากท่วงทำนองของแต่ละฝ่ายที่อยู่ในมิติทางการเมือง มันก็ดูเหมือนเป็นเรื่องหวือหวา ชวนให้ลุ้นมีอะไรที่น่าจะพลิกผันได้ แต่ความเป็นจริงการลากยาวมาขนาดนี้ และโทนทางข่าวที่จะว่าไปส่วนใหญ่ก็ออกมาจากคุณแหล่งข่าวในกกต.นั่นเอง แนวโน้มมันชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งมีตำแหน่งในรัฐบาลรอดทุกคน
จากจำนวน 229 คนเมื่อแยกตามกลุ่มมันก็จะง่ายต่อการวิเคราะห์ต่อไปว่า ใครมีโอกาสที่จะรอดใครจะร่วง โดยเป็น กลุ่มสว.ปัจจุบัน 138 คน ผู้สมัครสว.ที่ไม่ได้รับเลือก 48 คน ฝ่ายการเมือง 21 คน และ เครือข่ายฝ่ายการเมือง 22 คน โดยสองส่วนหลังนั้นคือคนของพรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำรัฐบาลในเวลานี้ทั้งสิ้น ถ้ามองตามการคาดหมายของ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.ก็จะเห็นความเป็นไปได้ของการชี้ขาดของกกต.เมื่อแยกกลุ่มให้ชัดเจน
กลุ่มเครือข่ายฝ่ายการเมือง 22 คนนั้น สมชัยจัดให้เป็น “พวกเสียได้แบบไม่เสียดาย” ยกเว้นบุคคลที่เป็นผู้นำจิตวิญญาณ ขณะที่กลุ่มผู้สมัครสว.ที่ถูกกล่าวหาว่าจ้างมาสมัครและผู้สมัครที่ได้ 0 คะแนน จำนวน 48 คนนั้นเป็นกลุ่มที่ “ถึงคราวเสียก็ต้องเสีย” ส่วนกลุ่มสว.138 คนนั้น จัดเป็น “พวกเสียน้อยดีที่สุด แต่จำเป็นต้องเสียมากก็ยังไม่เป็นไร” เนื่องจากยังมีสว.สำรองเลื่อนขึ้นมาทดแทนได้ สุดท้ายกลุ่มฝ่ายการเมือง 21 คนถือเป็น “พวกห้ามเสียแม้แต่รายเดียว”
เพราะคนเหล่านั้นต่างก็เป็นกรรมการบริหารพรรค สส. รัฐมนตรี รวมไปถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หากมีการตัดสินเอาผิดกับคนกลุ่มนี้ มันจะกระทบไปถึงอำนาจในการเป็นรัฐบาล หนักสุดคือถึงขั้นยุบพรรคได้ เมื่อมองไปยังแบ็กอัปการเกิดขึ้นและคงอยู่ของรัฐบาลภายใต้การนำของเสี่ยหนูก็รู้กันอยู่ว่า ใครกล้าที่จะแตะต้อง ความเป็นสายตรงของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ถือเป็นพวกเดียวกันตามกลไกของเผด็จการสืบทอดอำนาจจึงมองไม่เห็นว่าจะถูกดำเนินการเอาผิดได้อย่างไร
ขณะที่การตัดสินของกกต.นั้น สมชัยมองว่าอาจมีแค่ 2 ทางคือ “แบบพลีชีพ” และ “แบบเอาตัวรอด” กรณีแรกอย่างที่รับรู้กันเป็นการทั่วไป กกต.ยึดมติ 5 ต่อ 2 ของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 เป็นฐาน และ ปล่อยผู้ถูกร้องออกจากคดีให้มากที่สุด จุดใหญ่สำคัญคือไม่แตะฝ่ายการเมือง ส่วนแนวทางแบบเอาตัวรอดนั้น จะเป็นการพิจารณาพยานหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา และ ส่งศาลเฉพาะรายที่เห็นว่ามีความผิดหรือมีเหตุให้เชื่อว่ามีการทุจริต หรืออาจส่งผู้ถูกร้องทั้งหมด 229 คนให้ศาลเป็นผู้พิจารณาต่อ
คำถามก็คือ 7 เสือ กกต.จะกล้าตัดสินเหมือนอย่างที่อดีต กกต.สมชัยแนะนำหรือไม่ นั่นก็คือ ตัดสินใจแบบมีความกล้าหาญทางจริยธรรม ตามเจตนารัฐธรรมนูญที่ให้มีองค์กรและกกต.เพื่อมาดูแลในเรื่องเหล่านี้ เพราะที่ผ่านมามันเป็นบทพิสูจน์แล้วว่า กระบวนการทำงานขององค์กรที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้บริหารจัดการการเลือกตั้งนั้น ได้สร้างความศรัทธา ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนมากขนาดไหน จนถึงวันนี้แทบจะเรียกได้ว่า ความเชื่อมั่นหดหาย ศรัทธาเหือดแห้งไปหมดแล้ว
จบจากคดีฮั้วสว.ในความรับผิดชอบของกกต.คงต้องตามกันต่อกับอีกหนึ่งองค์กรอย่าง ป.ป.ช.ที่มีคดีร้อนทุจริตสอบท้องถิ่นอยู่ในมือ วันศุกร์ที่ผ่านมาอนุทินนำทีมแถลงข่าวความคืบหน้าของคดี โดยมีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือปปง. สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐหรือป.ป.ท. และตำรวจร่วมแถลง เสี่ยหนูยืนยันคดีนี้ยังไม่จบ มีการขยายผลเพื่อเอาผิดทุกคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมย้ำว่า ไม่มีอิทธิพลใดช่วยคนผิดได้ และรัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามให้สิ้นซาก
ไม่เพียงเท่านั้น ถ้าไม่ใช่การพูดเพื่อสร้างภาพให้ดูขึงขัง เอาจริงเอาจัง เสี่ยหนูยังบอกด้วยว่าเพื่อความโปร่งใส ได้มีการทำหนังสือสอบถามถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรณีมีชื่อของ ทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกฯ ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นด้วย พร้อมบอกอีกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตนกับบุคคลที่ถูกกล่าวชื่อมาเป็นเรื่องของการทำงาน ขณะที่เรื่องส่วนตัวหรือนอกเหนือจากการทำงาน ตนก็ไม่ทราบว่าคนที่ทำงานร่วมกับตนจะไปทำอะไรกันบ้าง
พูดแบบนี้เหมือนจะไม่ไว้ใจกัน ทั้งที่ความจริงก็รู้กันอยู่ว่าคนที่มาเดินตามตัวเองนั้นถูกส่งมาโดย เนวิน ชิดชอบ พี่ชายที่เคารพนับถืออย่างที่สุดนั่นเอง แต่ก็อย่างที่รู้กันเรื่องจะมาไล่ต้อนให้จนมุมนั้นไม่มีทางเป็นไปได้สำหรับคนชื่ออนุทิน ถ้าไม่อยากหลงน้ำคำของนักการเมือง เช่นนั้นคำพูดของ สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช.พอจะฟังและเชื่อได้หรือไม่ โดยมีการระบุว่า ได้แยกเรื่องการชี้มูลในส่วนที่จะทำได้ก่อน แล้วดูว่าจะมีผู้เกี่ยวข้องเป็นใครบ้าง พร้อมจัดกลุ่มผู้ถูกกล่าวหา 3-4 กลุ่ม เพื่อให้มีความชัดเจนว่ามีการกระทำผิดในส่วนใด ควบคู่กับการติดตามเส้นทางการเงิน รับรองว่าจะต้องสาวไปถึงตัวการใหญ่ให้ได้
ประเด็นเส้นทางการเงินนี่ต่างหากถ้าสามารถตรวจสอบได้มันย่อมจะสามารถเอาผิดคนในขบวนการได้ แต่อย่าลืมว่า บรรดานักเลือกตั้งหรือมือประสานผลประโยชน์ทั้งหลายไม่ได้รับกันด้วยวิธีโอนผ่านบัญชีธนาคาร ทุกข้อแลกเปลี่ยนล้วนแต่จ่ายกันเป็นเงินสดทั้งนั้น เช่นนี้แล้ว ป.ป.ช.จะไปขุดคุ้ยได้จากช่องทางใด และต้องไม่ลืมว่า พอมีคดีที่เกี่ยวข้องกับคนพรรคสีน้ำเงิน คนจำนวนไม่น้อยก็เริ่มจะไม่แน่ใจกับการทำงานของป.ป.ช.เหมือนกัน
เพราะมันมีคดีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ ป.ป.ช.ได้ยกคำร้องท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จนฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาให้ส่งศาลเอาผิด ป.ป.ช. แต่เรื่องค้างเติ่งอยู่กับคณะทำงานที่ โสภณ ซารัมย์ อ้างว่าตั้งขึ้นมาตรวจสอบเพื่อความรอบคอบของข้อกฎหมาย แต่จนถึงวันนี้ก็ตอบนักข่าวไม่ได้ว่าจะพิจารณากันเสร็จเมื่อไหร่ อ้างแต่ว่าไม่ก้าวก่ายการทำงาน สวนทางกับสิ่งที่บอกว่ามีการรายงานเรื่องการประชุมให้รู้ทุกสัปดาห์ ถ้าไม่ใช่พวกอย่างหนาจริง คงจะตีมึนไปวัน ๆ เหมือนคิดว่าคนอื่นโง่ตามไปด้วยแบบนี้ไม่ได้
อรชุน