พาราสาวะถี

ข่าวคราวของคนดังอย่าง “บุ๋ม” ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ที่พยายามจะหาทางสลัดหลุดพ้นข้อกล่าวหา เรื่องการนำเงินของมูลนิธิองค์กรทำดีไปใช้ส่วนตัว โดยโยนความผิดทั้งปวงให้เป็นเรื่องของสามี


ข่าวคราวของคนดังอย่าง “บุ๋ม” ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ที่พยายามจะหาทางสลัดหลุดพ้นข้อกล่าวหา เรื่องการนำเงินของมูลนิธิองค์กรทำดีไปใช้ส่วนตัว โดยโยนความผิดทั้งปวงให้เป็นเรื่องของสามี ซึ่งฝ่ายชายก็รีบแสดงสปิริตยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว แต่เรื่องนี้มันใหญ่โตกว่าที่คิดด้วยเม็ดเงินที่สะพัดผ่านบัญชีบุญกว่าพันล้านบาท และมี การยักย้ายถ่ายเทเข้ากระเป๋าตัวเองตามตัวเลขที่ปรากฏเป็นข่าวสูงถึง 800 ล้านบาท นั่นเป็นเรื่องที่ ตำรวจต้องสืบสวนสอบสวนและเอาผิดให้ถึงที่สุด

ความจริงคดีนี้ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไร หากคนจำนวนหนึ่งไม่ไปติดภาพความเป็นคนมีชื่อเสียง ใช้การทำความดีบังหน้า และถูกนำไปบิดเบือน เรียกคะแนนสงสารผ่านโลกโซเซียล ทุกอย่างมันกระจ่างชัดอยู่ในตัวตั้งแต่แรก ผู้มีอำนาจเซ็นและโอนเงินก็คือประธานมูลนิธิอันหมายถึงบุ๋มคนดังแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น ข้ออ้างที่ตั้งโต๊ะแถลงข่าวหลายรอบ โดยเฉพาะเรื่องสามีปลอมลายเซ็นจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเชื่อ ยกเว้นกองเชียร์ที่ไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งเรื่องนี้ พลตำรวจตรีทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจหรือปอศ. ถึงกับบอกว่า ไม่ให้น้ำหนักกับคำแก้ต่างของผู้ต้องหา

นั่นจึงเป็นเหตุเกิดการอายัดทรัพย์ของปนัดดาและสามีกว่า 100 ล้านบาท และจะตามมาด้วยการออกหมายเรียกหรือหมายจับ โดยแนวโน้มน่าจะเป็นอย่างหลัง เรื่องราวที่เกิดขึ้นถือเป็นการฉายภาพของ การควบคุมตัวเองไม่ได้ของคนที่อ้างตัวว่าเป็นคนดี ชอบช่วยเหลือผู้ยากไร้ และประสบปัญหาต่าง ๆ นานา ทว่าเมื่อมีเงินบริจาคเข้ามามหาศาล ก็เกิดกิเลส ความโลภจนเป็นที่มาของการถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ใครที่ค่อนขอดว่าเป็นเรื่องของ “นักบุญทุนคนอื่น” หรือ “นักบุญคนบาป” ก็คงไม่ผิด

ขณะเดียวกัน คงไม่ไปโทษคนจำนวนไม่น้อย ยิ่งเหล่าเซเลบทั้งหลายที่พากันบริจาคเข้ามูลนิธิดังว่าคนละเป็นแสนเป็นล้าน และอีกจำนวนไม่น้อย เพราะ ทุกคนต่างหลงในฉากหน้าจากความเป็นคนดังและมาทำดี จึงพากันแห่แหนสนับสนุน ถ้ายึดตามคำสอนของหลักศาสนาถือว่าไม่ผิด ดังเช่นที่ พระเทพวัชรธรรมโสภณ หรือ หลวงปู่ศิลา สิริจนฺโท พระเกจิดังแห่งกาฬสินธุ์ สอนเหล่าลูกศิษย์ “ทาน เมื่อทานไปแล้วไปคิดต่อของทาน ว่าทานนั้นจะไปตกที่ใคร วัตถุนั้นใครจะเอาไปทำอะไร ไม่ใช่หน้าที่ของเรา เพราะถ้าจิตในการให้ทานนั้นบริสุทธิ์ บุญสำเร็จตั้งแต่ตอนให้ทานนั้นไปแล้ว”

ส่วนผลแห่งการกระทำความผิดของคนที่ถูกความโลภเข้าครอบงำนั้นมันก็เป็นไปตามกฎแห่งกรรม ใครทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว ใครทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ไม่ช้าก็เร็ว เรื่องของคดีความก็เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะว่ากันไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ยังมีอีกประเด็นที่ชวนให้คิดไม่น้อยจากมุมที่ไม่ใช่เรื่องของประชาชนคนทั่วไปคือ การยกย่องสรรเสริญเหล่าคนดังทำดีทั้งหลายของบรรดาหน่วยราชการต่าง ๆ ซึ่งไม่แปลกที่จะเชิดชูกัน ทว่ามีการพูดกันในหมู่ผู้ใต้บังคับบัญชาว่าบางรายตรวจสอบคุณสมบัติกันแล้วไม่คู่ควร แต่ผู้บังคับบัญชาก็ไม่ได้เชื่อตามนั้น

ข้อสังเกตนี้คอลัมนิสต์ชื่อดังอย่าง นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย ได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า โดยยกตัวอย่างของ การมอบเข็มกิตติมศักดิ์ให้กับเหล่าคนดังจากหน่วยงานคนมีสี เนื่องจากเวลาเห็นข่าวคนดังในอินเทอร์เน็ต บางคนมีคดี ถ้าเคยได้เข็มกิตติมศักดิ์ ก็อยากถามคนที่มอบเข็มให้คน ๆ นั้นตรง ๆ ว่าเคยอ่านรายงานการสืบสวนหาข่าวพฤติกรรมบุคคลที่ถูกส่งไปฝังตัวหรือไม่ พฤติกรรมและการกระทำของผู้ใหญ่จำนวนหนึ่ง ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้ปฏิบัติงาน ไม่ศรัทธา

จะว่าไปมันก็เป็นธรรมดาของสังคมสวมหน้ากาก ยิ่งเป็นเหล่าบรรดาชนชั้นนำ สังคมชั้นสูง หรือฝูงไฮโซทั้งหลาย การได้รับประกาศเกียรติคุณ หรือเหรียญเกียรติยศอะไรบางอย่าง มันเหมือนเครื่องหมายการันตีความเป็นพวกเดียวกัน เป็นคนดีย์ที่คู่ควร จนหลายราย หลายครั้ง หลายกรณีไม่ได้มีการตรวจสอบ หรือตรวจสอบแล้วแต่ยินดีที่จะหลิ่วตาข้างหนึ่ง เพราะเห็นว่าคน ๆ นั้นสามารถเรียกเรตติ้งให้กับองค์กรหรือสถาบันที่เชิดชูได้ พอเกิดปัญหาก็ตัวใครตัวมัน กรณีคนดังรายล่าสุดน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ใช้การทำดีเพื่อทำให้คนมองภาพว่าตัวเองเป็นคนดี แต่สุดท้ายดีไม่จริง จึงต้องถูกดำเนินคดี

แวะเวียนไปดูความเคลื่อนไหวในต่างประเทศกันบ้าง ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา อาจจะสะใจคนทั้งโลก หลังจากเห็นอเมริกันชนสั่งสอน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีผู้ไม่อยู่กับร่องกับรอย ด้วย ความปราชัยของพรรครีพับลิกันทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เมื่อเดโมแครตกุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ย่อมชวนให้เกิดปุจฉาตัวโตแล้วการทำงานของรัฐบาลทรัมป์จะเดินกันยังไง ด้วยภาพเช่นนี้มันน่าจะทำให้ การขับเคลื่อนการบริหารที่ต้องอาศัยการผลักดันจากสภาเป็นไปด้วยความลำบาก

ตัวฉุดคะแนนนิยมของทรัมป์และรีพับลิกันย่อมเป็นเรื่องการทำสงครามกับอิหร่าน จากที่คิดว่าเป็นงานง่ายเปิดปฏิบัติการณ์ทางทหารแล้วทุกอย่างจะจบเร็วในพริบตา แต่ปรากฏว่าถูกอีกฝ่ายตอบโต้อย่างหนักหน่วง นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งบุคลากรทางทหาร ยุทโธปกรณ์ และงบประมาณมหาศาล ที่สำคัญคือทำให้เกิดความปั่นป่วนด้านพลังงาน นั่นย่อมทำให้คนอเมริกันตัดสินใจไม่ยาก ถือเป็นการสั่งสอนประธานาธิบดีผู้อหังการ

อย่างไรก็ตาม กว่ารัฐสภาชุดใหม่ของสหรัฐฯ จะเริ่มทำงานก็คือวันที่ 3 มกราคม 2570 ดังนั้นในช่วงระยะเวลาเกือบ 2 เดือนตรงนี้ ทุกฝ่ายจึงเฝ้าจับตามองความเคลื่อนไหวของทรัมป์อย่างใกล้ชิด ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าผู้นำมะกันรายนี้จะเกิดอาการบ้าดีเดือดอะไรขึ้นมาหรือไม่ ข่าวคราวการเตือนให้ประชาชนของหลายประเทศโดยเฉพาะในตะวันออกกลางกักตุนเสบียงไว้เป็นเวลาอย่างน้อย 3 วันนั้น ก็มีมูลเหตุจากความไม่ไว้วางใจเช่นนี้ คนที่ถูกมองว่าบ้าอาจจะบ้าถึงขีดสุดก็เป็นได้

อรชุน

Back to top button