ยุทธศาสตร์ชิปจีน สู่ผู้กุมอำนาจยุค AI

คำกล่าวขานที่ว่า “ของจีนแดงมีดีแค่ราคาถูก” กำลังกลายเป็นเพียงอดีตในวงการเทคโนโลยีระดับโลก


คำกล่าวขานที่ว่า “ของจีนแดงมีดีแค่ราคาถูก” กำลังกลายเป็นเพียงอดีตในวงการเทคโนโลยีระดับโลกเมื่อยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำสัญชาติจีนอย่าง ChangXin Memory Technologies (CXMT) และ Yangtze Memory Technologies Corp (YMTC) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับแนวหน้า พร้อมพลิกบทบาทจากผู้ผลิตสินค้าราคาประหยัดมาเป็น “ผู้กำหนดราคา” (Price Maker) ในตลาดชิปโลก

ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลทั่วโลก ความต้องการชิปหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงที่พุ่งทะยาน ส่งผลให้อุปทานชิปในตลาดเกิดภาวะขาดแคลน

สิ่งนี้กลายเป็นอาวุธสำคัญที่เพิ่มอำนาจการต่อรองราคาสินค้าให้แก่ CXMT และ YMTC อย่างมหาศาลผู้ซื้อจำนวนมากไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับราคาที่แพงขึ้น หากต้องการวัตถุดิบไปป้อนระบบ AI

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดเจนจากกรณีราคาจำหน่ายชิป DDR5 ขนาด 64GB ของ CXMT ที่ในบางช่วงเวลามีการตั้งราคาจำหน่ายสูงกว่าแบรนด์ระดับโลกจากเกาหลีใต้ อย่าง Samsung เสียอีก

นอกจากนี้ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสัญชาติจีนด้วยกันเอง เช่น ByteDance และ Tencent ต่างรีบเร่งลงนามสัญญาสั่งซื้อชิประยะยาวมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อประกันอุปทานชิปไว้ใช้ระยะยาว

อำนาจการต่อรองที่สูงขึ้น ทำให้ CXMT สามารถแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อลูกค้ารายใหญ่อย่าง Huawei โดยยืนกรานไม่ลดราคาสินค้าให้ตามคำขอ และยังมีรายงานการจำกัดพื้นที่ปฏิบัติงานของวิศวกร จากบริษัทพันธมิตรของ Huawei ในศูนย์วิจัย สะท้อนถึงการจัดระเบียบอำนาจใหม่ภายในวงการเทคโนโลยีจีน ที่ผู้ผลิตชิปขั้นกลางเริ่มมีสิทธิ์เลือกคัดค้าน หรือปฏิเสธลูกค้ารายใหญ่ได้หากเงื่อนไขไม่ลงตัว

ด้านผลประกอบการทั้ง 2 บริษัทสามารถพลิกฟื้นจากภาวะขาดทุนสะสมยาวนานหลายปี ก้าวสู่การทำรายได้มหาศาลและเติบโตอย่างก้าวกระโดดเท่าตัวระยะเวลาอันสั้น จนส่งผลให้ทั้ง CXMT และ YMTC มีแผนการระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้น IPO ในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยมูลค่าการประเมินกิจการสูงถึงระดับแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

อย่างไรก็ตามเส้นทางความสำเร็จของชิปจีน ยังต้องเผชิญกับขวากหนามและข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ที่ส่งผลให้ YMTC ติดอยู่ใน Entity List รวมถึงข้อจำกัดการเข้าถึงเครื่องพิมพ์วงจรระดับสูงแบบ Extreme Ultraviolet (EUV) จากเนเธอร์แลนด์ ส่งผลให้เทคโนโลยีชิป HBM ของจีนยังคงตามหลังคู่แข่งฝั่งตะวันตกและเกาหลีใต้อยู่ราว 2 เจเนอเรชัน

แม้จะยังมีช่องว่างทางเทคโนโลยีให้ต้องเร่งพัฒนา แต่การเปลี่ยนผ่านของ CXMT และ YMTC นับเป็นสัญญาณเตือนสำคัญถึงการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก

หากผู้ผลิตจีนสามารถขยายกำลังการผลิตและทลายข้อจำกัดด้านเครื่องจักรได้ในอนาคตอันใกล้ชิปจีนจะไม่เพียงแต่เป็นผู้กุมอำนาจตลาดภายในประเทศ แต่จะกลายเป็นผู้เล่นหลักที่เขย่าโลกเทคโนโลยี

Back to top button