วิชั่น ‘สิงคโปร์’ สู่ฮับน้ำมันภูมิภาค.!

“ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง” ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ ที่พร้อมปะทุเป็นสงครามขยายวงกว้างได้ตลอดเวลา ทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลก ตกอยู่ในภาวะความเสี่ยง


“ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง” ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ ที่พร้อมปะทุเป็นสงครามขยายวงกว้างได้ตลอดเวลา ทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลก ตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงและต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบโลกสูงขึ้น แต่ยังสร้างความกังวลอย่างหนักต่อความมั่นคงกับการจัดหาพลังงาน โดยเฉพาะจุดยุทธศาสตร์ทางการขนส่งทางทะเลอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ถือเป็นคอขวดสำคัญในการลำเลียงน้ำมันไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก

“ประเทศไทย” ความมั่นคงด้านปริมาณน้ำมันสำรองปัจจุบันยังคงอยู่ในสถานะที่พอวางใจได้ โดยข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงพลังงาน (27 ต.ค. 69) ระบุว่า ประเทศไทย มีน้ำมันสำรองเพื่อการบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งสิ้นเพียงพอสำหรับใช้งานได้ถึง 108 วัน แบ่งออกเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันเพื่อการค้า 21 วัน ปริมาณน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งอีก 36 วัน และปริมาณน้ำมัน ที่มีการยืนยันการจัดหาอย่างแน่นอนแล้วอีก 26 วัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงระบบบริหารจัดการสต๊อกน้ำมันของไทย ที่มีประสิทธิภาพและพร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์ขาดแคลนในระยะสั้นได้อย่างมั่นใจ

อย่างไรก็ดีแม้มิติ “เชิงปริมาณ” จะอยู่ในเกณฑ์พอเบาใจได้ แต่มิติของ“ราคา” กลับเป็นภาระอันหนักอึ้งที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนการขนส่งทั่วประเทศ ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาดีเซล (B7) ขยับขึ้นไปแตะระดับลิตรละ 43.54 บาท ขณะที่น้ำมันดีเซล (B20) และน้ำมันเบนซิน มีราคาลิตรละ 33.50 บาท นับเป็นระดับราคาที่สร้างความเดือดร้อน ให้แก่ภาคธุรกิจและภาคประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่ระดับภูมิภาคอาเซียน “สิงคโปร์” แสดงวิสัยทัศน์ การรับมือกับวิกฤตพลังงานระดับโลก ผ่านการส่งเสริมให้ตนเองเป็นศูนย์กลางการจัดเก็บและบริหารจัดการพลังงานของภูมิภาค ล่าสุดจากการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในงานสัปดาห์พลังงานนานาชาติสิงคโปร์ (Singapore International Energy Week) ระหว่างกระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบีย, หน่วยงานกำกับดูแลตลาดพลังงานของสิงคโปร์ (EMA), บริษัท JTC Corporation และยักษ์ใหญ่พลังงานระดับโลกอย่าง Saudi Aramco ที่นำไปสู่ความร่วมมือครั้งสำคัญในการสร้างคลังสำรองน้ำมันดิบระหว่างประเทศขึ้นบนเกาะจูรง (Jurong Island)

ความร่วมมือดังกล่าวกำหนดให้ซาอุดีอาระเบีย ส่งน้ำมันดิบมาจัดเก็บไว้ในคลังใต้ดิน (Jurong Rock Caverns) ที่ขุดลึกลงไปใต้ดินถึง 150 เมตร ที่มีความสามารถในการรองรับการจัดเก็บไฮโดรคาร์บอนเหลวและน้ำมันดิบได้สูงสุด 1.47 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 9 ล้านบาร์เรล โดยมีเป้าหมายให้เป็นคลังน้ำมันสำรองสำหรับภูมิภาคอาเซียน และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการจัดเก็บจริงได้ครึ่งหลังปี 2570 ถือเป็นก้าวสำคัญของ Saudi Aramco ในการขยับอุปทานพลังงานเข้ามาใกล้กับกลุ่มลูกค้าหลักในเอเชีย เพื่อลดความเสี่ยงจากการขนส่งและเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ห่วงโซ่อุปทาน

การขยายคลังจัดเก็บน้ำมันที่สิงคโปร์ครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถในการจัดเก็บน้ำมันในต่างประเทศของ Saudi Aramco เป็น 2 เท่า จากเดิมที่มีเครือข่ายคลังน้ำมันครอบคลุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั่วโลกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในประเทศญี่ปุ่น (คลัง JOGMEC เกาะโอกินาวา ความจุ 8.2 ล้านบาร์เรล และคลัง ENEOS เมืองคิอิเระ ความจุ 3 ล้านบาร์เรล), ประเทศเกาหลีใต้ (คลัง KNOC เมืองอุลซาน ความจุ 5.3 ล้านบาร์เรล ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้มีสิทธิ์ซื้อก่อนในกรณีฉุกเฉิน), ประเทศอียิปต์ (ศูนย์กลาง Sidi Kerir เชื่อมต่อท่อส่ง SUMED) และประเทศเนเธอร์แลนด์ (ศูนย์กลางรอตเทอร์ดาม รองรับโรงกลั่นในยุโรป)

การเปลี่ยนผ่านยุทธศาสตร์ของ Saudi Aramco จากเดิมเน้นการจัดเก็บเชิงพาณิชย์ มาเป็นการเจรจากับรัฐบาลต่างประเทศ เพื่อเข้าถึงคลังสำรองยุทธศาสตร์ของรัฐที่มีขนาดใหญ่ขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการขนส่งทางทะเลกำลังกดดันให้ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกต้องกระจายความเสี่ยงอย่างจริงจัง

สำหรับไทยและประเทศกลุ่มอาเซียน การมีคลังสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ของ Aramco มาตั้งอยู่ในภูมิภาคใกล้เคียง ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านอุปทานพลังงานในยามฉุกเฉินเท่านั้น แต่เป็นบทเรียนสำคัญให้ไทยต้องเร่งพัฒนานโยบายพลังงานระยะยาว เพื่อสร้างเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจและความมั่นคงระยะยาว

Back to top button