สงครามระหว่างวัย (Gen.War)

เมื่อก่อนนี้ การซื้อส.ส.งูเห่า เป็นเรื่องที่น่าอับอายทั้งผู้ให้และผู้รับ แต่เดี๋ยวนี้ ทำกันได้หน้าชื่นตาบานทั้งคนให้และคนรับ ไม่รู้สึกละอายใจกันแต่ประการใด สภาผู้แทนราษฎรไทยทุกวันนี้ กลายเป็นตลาดนัดวัวควายซื้อขายตัวกันไปแล้ว

ขี่พายุทะลุฟ้า : ชาญชัย สงวนวงศ์

เมื่อก่อนนี้ การซื้อส.ส.งูเห่า เป็นเรื่องที่น่าอับอายทั้งผู้ให้และผู้รับ แต่เดี๋ยวนี้ ทำกันได้หน้าชื่นตาบานทั้งคนให้และคนรับ ไม่รู้สึกละอายใจกันแต่ประการใด สภาผู้แทนราษฎรไทยทุกวันนี้ กลายเป็นตลาดนัดวัวควายซื้อขายตัวกันไปแล้ว

เป็นยุคการเมืองน้ำเน่าแบบสุด ๆ แต่ก็ยกยอตนเองเป็น “คนดี” สวมบทโจรร้องจับโจรก็ไม่ปาน

ตั้งรัฐบาลกันไม่ได้ ก็ใช้วิธีการดั้นเมฆ ล้มเกณฑ์คำนวณ “จำนวนส.ส.พึงมี” ในราว 7 หมื่นคนเศษต่อส.ส. 1 คนมันซะเลย แล้วเอาเก้าอี้ส.ส. 11 ที่นั่งไปให้พรรคเล็กพรรคน้อย ที่ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ เพื่อให้เข้ามาเป็นเสียงหนุนรัฐบาล

โกงแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญของตัวเอง

ได้พรรคปัดเศษมาเป็นพวกแล้ว ก็ยังเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำอยู่ จึงใช้วิธีแจกกล้วยฉกชิงงูเห่า แต่ก็ยังติด ๆ ขัด ๆ อยู่ดี พอศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ ก็เลยเกิดช่องบะเริ่มเทิ่มให้พ้นภาวะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำทันที เพราะส.ส.ในราว 75 คนต้องหาสังกัดพรรคใหม่

เกิดข้อกังขามากมายจากคนรุ่นใหม่ นิสิตนักศึกษา และคณาจารย์นิติศาสตร์อย่างกว้างขวางต่อคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะคำตัดสินเป็นคุณต่อฝ่ายหนึ่ง และเป็นโทษต่ออีกฝ่ายหนึ่ง

คำตัดสินยุบพรรคก่อให้เกิดกังขาว่า พ.ร.ป.พรรคการเมืองก็ไม่ได้ห้ามพรรคการเมืองกู้ยืมเงิน เมื่อกฎหมายไม่ห้าม แล้วจะมีความผิดได้อย่างไร

แต่คำตัดสินก็ให้เหุตผลแย้งว่า แม้ไม่มีกฎหมายห้ามกู้ยืมเงิน แต่ก็ไม่ได้มีบทบัญญัติรับรองให้กระทำได้เช่นกัน…งง!อ้ะดิ๊

กังขาว่า “เงินกู้” ถือเป็น หนี้สิน” ซึ่งต้องชำระหนี้ภายหลัง หาใช่เป็น “รายได้” ซึ่งไม่ต้องชำระหนี้คืนแต่อย่างใด แต่คำตัดสินระบุ  ไม่ถือเป็น “รายได้” ก็จริง แต่ถือเป็น “รายรับ” ซึ่งไม่ต้องชำระหนี้คืนเช่นกัน

รายได้” กับ “รายรับ” ต่างกันอย่างไร สงสัยก็คงต้องเปิด “พจนานุกรม” เหมือนเมื่อตอนอดีตนายกฯ สมัครทำกับข้าวอีกนั่นแหละ

การที่นายธนาธรให้กู้ยืมเงิน โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 2 คำตัดสินก็ระบุว่า ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วไปในท้องตลาด ทำให้ยอดหนี้ลดลง จึงเข้าข่ายเป็น “ผลประโยชน์อื่นใดของพรรคการเมือง”

แต่ก็อีกนั่นแหละ “ผลประโยชน์อื่นใดของพรรคการเมือง” ที่ใช้ยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค 10 ปีตามมาตรา 72 พ.ร.ป.พรรคการเมืองนั้น ก็ต้องเป็น “ประโยชน์อื่นใด” ที่ได้มาจากการกระทำกิจการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาทิ ความผิดทางอาชญากรรม การค้ามนุษย์ หรือการค้ายาเสพติด เป็นต้น

แต่นี่เป็นเงินอันมีที่มาแน่นอนจากนายธนาธรและโดยเปิดเผย หาใช่เป็น “เงินดำ” อันไม่รู้แหล่งที่มาแต่อย่างใดไม่

เรามาถึงวันนี้กันได้อย่างไร บ้านเมืองเราเป็นอะไรไปแล้ว สิ่งที่เห็นเป็นดำกลายเป็นขาว และสิ่งที่เห็นเป็นขาวกลับกลายเป็นดำไปเสียฉิบ ผู้คนก็ชักจะพูดจากันไม่รู้เรื่องเข้าทุกที หรือที่เรียกกันบ้าน ๆ ว่า “พูดกันคนละภาษา”

ปฏิกิริยาตอบรับการยุบพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นทันทีจากแฟลชม็อบนักศึกษา 37 แห่งทั่วประเทศ และกำลังขยายตัวสู่ระดับเด็กมัธยมทั้งเตรียมอุดม สตรีวิทย์ และบดินทร์เดชา

มติศาลรัฐธรรมนูญ 7:2 ยุบพรรคอนาคตใหม่ เป็นการตัดสินใจโดยคนในยุคเบบี้ บูมเมอร์ หรือ Gen B (อายุระหว่าง 74-56 ขวบ) ซึ่งเกิดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบ เป็นยุคที่เทคโนโลยียังไม่ทันสมัยมากนัก คนกลุ่มนี้ค่อนข้างจะอดทนจริงจัง เพราะพ่อแม่ลำบากมาทั้งเรื่องสงคราม การเมือง และเศรษฐกิจ

ยังคงรับข่าวสารทางหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์เป็นหลัก

ส่วนผู้บริหาร ส.ส.และสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ เป็นคนในระดับ Gen X (55-40 ปี) ซึ่งการใช้ชีวิตเริ่มมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น การเสพสื่อทางช่องทางโทรทัศน์ยังคงเป็นหลัก แต่ช่องทางหนังสือพิมพ์เริ่มลดลง โดยเปลี่ยนมาเป็นข่าวออนไลน์ และไลฟ์สไตล์ก็เริ่มแตกต่างไปจากคน Gen Y อย่างมาก

แต่ส่วนประกอบคนในพรรคอนาคตใหม่ยังเยาว์วัยไปกว่านั้นอีกในระดับ Gen Y (39-20 ปี) นี่การใช้ชีวิตก็ยิ่งต่างไปจากคนยุค Gen B ที่ตัดสินพวกเขาเข้าไปใหญ่

เป็นยุคที่เทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้าสูงขึ้น คอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน และเครื่องมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ มีราคาถูกลงมาก คนเจนนี้เข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างสะดวก การเสพสื่อก็เปลี่ยนไปอย่างมาก เป็นยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์เริ่มถดถอยอย่างมาก โทรทัศน์ก็คลายความเป็นสื่อหลักลง โดยมีสื่อ “โซเชียลมีเดีย” เข้ามาแทนที่

ส่วนพวกนักศึกษาที่จุดติดกระแสยุบพรรคอนาคตใหม่ คัดค้านเผด็จการ และเชิดชูประชาธิปไตยเวลานี้ เป็นคนใน Gen Z (อายุ 19 ปีลงมา) ก็เข้าสู่โลกไซเบอร์เต็มตัว พวกเขามีประชาคมของตัวเองในการรับข้อมูลข่าวสาร ภาษาพูดโดน ๆ ของพวกเขา คนรุ่นพ่อแม่ฟังไม่รู้เรื่องหรอก

สรุป คนเจนเอ็กซ์-วาย-แซด รวม 3 เจนนี่ล่ะ เป็นคนเลือกพรรคอนาคตใหม่เข้ามาจนสร้างความตะลึงพรึงเพริดให้แก่คนเจนวายที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมอย่างยิ่ง

ถึงวันนี้ คนเจนบี ก็คงไม่รู้ภาษาของคนรุ่นใหม่หรอกว่า “ผนงรจตกม.” แปลว่าอะไร