วิกฤตรอบด้าน

สถานการณ์ที่กำลังเผชิญหน้าเรา ๆ ท่าน ๆ อยู่ในเวลานี้  เกินกว่าจะเรียกว่าเป็น “ความเสี่ยง” แน่นอน หากแต่ควรจะเรียกเป็น “วิกฤต” มากกว่า ครับ มันคือวิกฤตโดยรอบด้าน และแทบจะมองหา “โอกาส” ไม่เจอสักเท่าใดนัก

ขี่พายุทะลุฟ้า : ชาญชัย สงวนวงศ์

สถานการณ์ที่กำลังเผชิญหน้าเรา ๆ ท่าน ๆ อยู่ในเวลานี้  เกินกว่าจะเรียกว่าเป็น “ความเสี่ยง” แน่นอน หากแต่ควรจะเรียกเป็น “วิกฤต” มากกว่า ครับ มันคือวิกฤตโดยรอบด้าน และแทบจะมองหา “โอกาส” ไม่เจอสักเท่าใดนัก

ปีที่แล้วสะบักสะบอมมาจากสงครามการค้า แต่มาปีนี้ เจอวิกฤตใหญ่สุดนับแต่ต้นปี ที่ไม่รู้จะยุติกันวันไหนเลย นั่นก็คือ วิกฤตโควิด-19 และก็ยังมีวิกฤตราคาน้ำมัน อันเกิดจากความไม่ลงรอยกันระหว่างมหาอำนาจน้ำมันซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย

วันจันทร์ที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา กลายเป็น “แบล็ค มันเดย์” ทั่วโลก และตลาดหุ้นไทยก็โดนถล่มทรุดวันเดียวถึง 108 จุด เมื่อราคาน้ำมันดิบตลาดโลกไหลลงมาอยู่แค่ 30 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลเท่านั้น

หุ้นลงไปเกือบ 8% ในวันจันทร์ แต่วันอังคารต่อมาก็รีบาวด์กลับมาได้แค่ 1% เท่านั้น หายไป 108 จุด แต่ฟื้นกลับคืนมาแค่ 15 จุด มันชดเชยกันไม่ได้เอาเสียเลย และพอวันพุธ SET ก็ลงไปอีก 1.6% พอวันพฤหัสฯ ก็ยิ่งเลวร้ายหนัก ดัชนีติดลบไป 134 จุดหรือ 10.80% ถึงขั้นต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขาย 30 นาที (เซอร์กิต เบรกเกอร์) ไป 1 ครั้ง

วันไหนที่หุ้นขึ้นก็เพื่อจะลงต่อไปเท่านั้น

ไวรัสโควิด แม้แหล่งต้นตอที่ประเทศจีน ดูจะเข้าควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ในอู่ฮั่นอันเป็นต้นตอระบาด ปรับตัวลดลงเป็นตัวเลขหลักเดียวเท่านั้น แต่ไวรัสร้ายกลับแพร่ระบาดขยายวงไปยังยุโรปและสหรัฐฯ ไม่หยุดจนองค์การอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศสถานะให้เป็น “แพนเดมิค” หรือเชื้อโรคใหม่ที่ระบาดไปทั่วโลกแล้ว

ประเทศไทยเราเองก็ยังมีผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มอีก 6 คน และอีก 11 คนจนมียอดสะสมเป็น 70 รายแล้ว หวั่นไทยจะเข้าสู่ระยะ 3 การระบาด และล่าสุดรัฐบาลก็ได้ประกาศยกเลิกการวีซ่า ณ ท่าอากาศยาน (VOA) และยกเลิกฟรีวีซ่าชั่วคราวแก่ 3 ประเทศ คือ อิตาลี เกาหลีใต้ และฮ่องกง

ตลาดหุ้นเมื่อวานนี้ยังเลวร้ายสุด ๆ

บรรยากาศตลาดหุ้น ไม่เอื้ออำนวยให้เข้าลงทุนเอาเสียเลย

แม้ในขณะนี้ ราคาหุ้นในตลาดจะถูกมาก ๆ และมีความสมเหตุสมผลในการลงทุนอย่างมาก หากอยู่ในภาวะปกติ อย่างเช่นหุ้นขนาดใหญ่ใน SET50 มีหุ้นที่ให้เงินปันผลสูงในระดับ 4% ขึ้นไปตั้ง 19 ตัว อีกทั้งหุ้นใน SET100 ที่ให้ปันผล 4% ขึ้นไป ก็มีตั้ง 43 ตัว แต่ก็ยังไม่น่าจะเข้าไปลงทุนตอนนี้หรอก

เพราะตลาดหุ้นไทยว่องไวต่อการรับข่าวร้ายมากเกินไป และเป็นตลาดที่ขาดภูมิคุ้มกันอย่างแรง

ภูมิคุ้มกัน” ที่ว่านั้น ก็เช่นความเชื่อมั่นต่อเครดิตประเทศ ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลว่าจะมีนโยบายและความสามารถจะเข้ามาคลี่คลายวิกฤตได้ หรือเชื่อมั่นว่า ประเทศจะผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปได้ภายในเวลาไม่นานนัก

โรคร้ายโควิด-19 มันเกิดมาพร้อม ๆ กับภูมิคุ้มกันประเทศบกพร่องอย่างแรง การเมืองก็ไม่มั่นคง รัฐบาลเป็นขาลง เศรษฐกิจย่ำแย่ ความเชื่อมั่นต่อเครดิตประเทศไม่มี ยิ่งความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการงานของรัฐบาล เข้าขั้น “วิกฤตศรัทธา” ด้วยซ้ำ

การแก้วิกฤตโควิด-19 เต็มไปด้วยความชุลมุนตลอดกระบวนการทั้งปัญหาการขาดแคลนหน้ากากและแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ มาตรการตรวจคัดกรอง และสถานที่รองรับผู้ต้องสงสัยจะติดเชื้อ หน่วยงานต่างคนต่างทำงาน ไม่มีการทำงานที่เป็นเอกภาพ แถมยังมีเรื่องทุจริตสอดแทรกในเรื่องหน้ากากอันตรธานหาย และการหาประโยชน์ของเครือข่ายนักการเมือง

ข่าวคราวที่เกิดขึ้นระหว่างนี้ มีแต่ความสับสนย้อนแย้งกันอย่างมาก เดี๋ยวปิดศูนย์เฝ้าระวัง เดี๋ยวไม่ปิด ไม่รู้ข่าวไหนจริงข่าวไหนเท็จ ทั้งนี้ก็เกิดจากหน่วยงานรัฐบาลเป็นผู้ให้ข่าวทั้งสิ้น

รมว.จุรินทร์บอกว่าสต๊อกหน้ากากมี 200 ล้านชิ้น กำลังผลิตในประเทศมี 100 ล้านชิ้นต่อเดือน แต่อธิบดีกรมการค้าภายในบอกไม่ถึงหรอก เพราะกำลังผลิตรายเดือนมีแค่ 36 ล้านชิ้นเท่านั้น กรมศุลกากรเหมือนแฉกลาย ๆ ว่า มีตัวเลขการส่งออกหน้ากากไปจีนจำนวนมาก แต่อธิบดีคน.บอกว่าให้ข่าวก่อความเสียหาย ถึงขั้นไปฟ้องร้องหน่วยราชการด้วยกันเอง

รัฐบาลชุดนี้ แสดงให้เห็น “ความอ่อนหัด” ให้เห็นอย่างมากในการ “บริหารวิกฤต” ครั้งนี้ ตลาดหุ้นไทย ไม่อาจจะมี “ตัวช่วย” ใด ๆ มาช่วยให้รอดพ้นจากวิกฤตไปได้ กลายเป็นตลาดละลายทรัพย์สมบูรณ์แบบ ใครเข้าตลาดหุ้นตอนนี้ก็มีแต่หมดเนื้อหมดตัวกันทั้งนั้น

ต้องอดทนรอคอยการคลี่คลายของโรคร้ายโควิด-19 สถานเดียว ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ แต่ก็ต้องอดทนรอวันนั้น