คุยกับเสี่ยป๋อง

ในช่วงตลาดหุ้นผันผวน

ลูบคมตลาดทุน : ธนะชัย ณ นคร

ในช่วงตลาดหุ้นผันผวน

ส่วนตัวนั้น ได้คุยกับทั้ง “นักวิเคราะห์อาวุโส” และ “นักวิเคราะห์รุ่นใหม่”

และจะพบว่า นักวิเคราะห์ทั้ง 2 กลุ่ม ส่วนใหญ่จะมีมุมมองที่ค่อนข้างแตกต่างกันไปเลย

กลุ่มอาวุโส จะแนะให้ตั้งการ์ดแน่น ๆ ระวังการเข้าซื้อ การเข้าลงทุน

หรือมองแบบ Positive และ Negative ควบคู่กันไป

ส่วนนักวิเคราะห์รุ่นใหม่จะแนะนำให้ลุยไปข้างหน้า มองข้ามไปยังปี 2564–2565 โน่นเลย พร้อมบอกว่าช่วงดัชนีต่ำๆ  แบบนี้ นี่แหละ “คือโอกาส”

พอคุยกับนักวิเคราะห์แล้ว

ล่าสุด มาคุยกับ “เสี่ยป๋อง-วัชระ แก้วสว่าง” นักลงทุนรายใหญ่ดูบ้าง

ส่วนตัวนั้น ผมมองว่า เสี่ยป๋อง เป็นนักลงทุนที่มีความเป็นรุ่นเก่า และรุ่นใหม่ ผสมผสานกัน

ทว่า เสี่ยป๋องกลับบอกว่า ตัวเขาเองคือ “นักลงทุนรุ่นเก่า” (พร้อมกับหัวเราะ)

ในช่วงตลาดหุ้นแบบนี้ เสี่ยป๋องบอกว่า เขาก็ยังคง “ตั้งการ์ด” แน่นอยู่

ทว่า กลับตั้งการ์ดแน่นจน “ตกขบวน”

เสี่ยป๋องบอกว่า เขาไม่ค่อยกล้าซื้อหุ้นมาตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2563 แล้ว

ทำให้ตอนนี้ลงทุนแบบ “เทรดดิ้ง” ไปเรื่อย ๆ

เมื่อถามว่า ส่วนตัวของเสี่ยป๋องนั้น คิดว่า จะเห็นการปรับฐานหรือตลาดหุ้นลงมาอีกหรือไม่

เขาบอกว่า “มีโอกาส”

เพราะดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นมากเร็วมาก

หรือจากดัชนีลงไปต่ำสุด (ของปี 2563) ที่ 969 จุด และขึ้นมาเกือบ 1,300 จุด หรือกว่า 300 จุด

เห็นตัวเลขแบบนี้ ยังไงก็ต้อง “มีพัก”

มีประเด็นที่เสี่ยป๋อง กล่าวแบบตั้งข้อสังเกตคือ นักลงทุนสถาบัน หรือกองทุนต่าง ๆ ซื้อหนักมาก และซื้อมาโดยตลอด

ประเด็นนี้ เสี่ยป๋องบอกว่า กองทุนอาจจะมองข้ามปีนี้ไปแล้ว

คือมองทะลุไปยังปีหน้า (2564) เลย

มาถึงตรงนี้ เสี่ยป๋องย้อนกลับมาถามผมว่า มองยังไงเกี่ยวกับกองทุนที่เข้ามาซื้อค่อนข้างมาก

ผมตอบกลับไปว่า สิ่งที่น่ากลัวคือ กองทุนปรับพอร์ต ขายทำกำไรออกมา

การขายทำกำไรอาจจะมาจากกำไร (ของกองทุนนั้น ๆ) ถึงเป้าที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้

หรืออาจจะมาจากสิ่งที่คาดการณ์ไว้เชิงบวก อาจจะไม่ได้เป็นไปตามที่คาด หรือมีปัจจัยความสี่ยงเข้ามาเพิ่ม

หากเป็นแบบนี้กองทุนอาจจะขายออกมา

เสี่ยป๋องบอกว่า ก็อาจจะเป็นไปได้

เสี่ยป๋องยังพูดคุยเกี่ยวกับกลุ่มนักลงทุน นักวิเคราะห์ รุ่นเก่า รุ่นใหม่ ด้วย

เขาบอกย้ำอีกครั้งว่า ตัวเองนั้นเป็นนักลงทุนรุ่นเก่า เลยยัง “กล้า ๆ กลัว ๆ” และยังมองอะไรที่เกี่ยวกับตลาดหุ้น วิธีการลงทุนอาจจะดูเป็นแบบเก่า ๆ ก็ได้

ส่วนนักลงทุนรุ่นใหม่จะมองการลงทุนแบบ New Normal

New Normal ที่ว่านี้ หมายถึง กลยุทธ์หรือวิธีการการลงทุนในรูปแบบใหม่ที่ยังไม่เคยใช้กันมาก่อน

และวิธีการใหม่ที่ว่านี้ อาจจะเป็น “มาตรฐานใหม่” ก็ได้

“นักลงทุนรุ่นเก่า นักวิเคราะห์อาวุโส ก็จะพยายามระวังการลงทุน แต่หากเป็นนักลงทุนรุ่นใหม่ นักวิเคราะห์รุ่นใหม่จะมองตลาดขึ้นอย่างเดียวเลย” เสี่ยป๋อง กล่าวแสดงความเห็น

เสี่ยป๋อง บอกด้วยว่า ตัวเลขงบการเงินไตรมาส 1/63 น่าจะพอรับรู้กันหมดแล้วว่าจะออกมาอย่างไร

และส่วนตัวเขาเองนั้น ว่าจะขอดูตัวเลขไตรมาส 2/63 ก่อน (เข้าใจว่าเสี่ยป๋องน่าจะพอรับทราบแล้ว แต่ขอดูความชัดเจน) ก่อนจะตัดสินใจลงทุน

“ตัวเลขไตรมาส 2 จะสะท้อนกับผลกระทบจากโควิด-19 จริง ๆ”

ผมถามต่อว่า หากเทียบกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ กับโควิด-19 ความยากง่ายในการลงทุนต่างกันอย่างไร

เสี่ยป๋อง ตอบว่า “ยากแตกต่างกัน”

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ตลาดหุ้นใช้เวลา 5-6 เดือนกว่าจะฟื้นตัว

แต่โควิด-19 ใช้เวลาเพียง 2 เดือนก็เด้งแล้ว

ถือว่าผิดคาดมาก!!

เหตุผลที่ตลาดเด้งเร็ว เสี่ยป๋อง มองว่า น่าจะมาจากรัฐบาลของแต่ละประเทศ เช่น สหรัฐฯ กลุ่มยุโรป ญี่ปุ่น รวมถึงประเทศไทย ต่างออกมาตรการแบบเร่งด่วน เพื่อพยุงเศรษฐกิจได้รวดเร็ว

ทำให้นักลงทุน (รุ่นใหม่) เกิดความมั่นใจจากมาตรการของภาครัฐ

สุดท้าย เสี่ยป๋องบอกเป็นเชิงว่า

เขายังคงรอตลาดหุ้น (ปรับฐาน) ลงมารับเขาบ้าง