โบรกฯเชียร์ “ซื้อ” ORI เป้า 8.80 บ. ชี้กำไรไตรมาส 2 ดีกว่าคาด มองผลงานครึ่งปีหลังโตต่อ

โบรกฯเชียร์ “ซื้อ” ORI เป้า 8.80 บ. ชี้กำไรไตรมาส 2 ดีกว่าคาด มองผลงานครึ่งปีหลังโตต่อ

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ หุ้น บริษัท อริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ราคาเหมาะสมปี 2564 ที่ 8.80 บาทต่อหุ้น โดย ORI รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/63 ออกมาดีกว่าคาด ที่ระดับ 707 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 4% เทียบกับปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ หากไม่รวมกำไรพิเศษในช่วงไตรมาส 1/63 และไตรมาส 2/62 จะพบว่ากำไรปกติขยายตัวดี 57% จากไตรมาสก่อน และ 2.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดีกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาด 11% จากค่าใช้จ่ายขายน้อยกว่าคาด และดีกว่าตลาดคาด 20%

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของ ORI ที่สามารถเติบโตได้ท่ามกลาง COVID-19 ได้แรงหนุนจากยอดโอน ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 58% จากไตรมาสก่อน  และเพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะ 3.1 พันล้านบาท จากการเน้นระบายสต็อก บวกกับเริ่มรับรู้คอนโดใหม่ The Origin Phahol-Saphanmai

รวมถึงค่าใช้จ่ายขายต่อยอดโอนที่ปรับลดเป็น 10% จาก 18% ในไตรมาส 1/62 และไตรมาส 2/63 จากการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านเน้นช่องทางออนไลน์ และกลยุทธ์ทีม Everyone can sell อย่างไรก็ดี การออกโปรโมชันกระตุ้นยอดขาย ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นขายอสังหาฯปรับลดเป็น 35.4% จาก 39.9% ในไตรมาส 1/63 และ 42.9% ในไตรมาส 2/62

อย่างไรก็ตาม กำไรปกติในช่วง 6 เดือนแรกปี 2563 คิดเป็น 49.5% ของประมาณการทั้งปี ขณะที่แนวโน้มครึ่งหลังปี 2563 คาดเร่งขึ้นตามแผนการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดใหม่อีก 8 โครงการ รวมถึงการเปิดตัวโครงการแนวราบที่มากขึ้น

ด้านนายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ORI เปิดเผยว่า แนวโน้มครึ่งหลังของปี 63 มั่นใจเติบโตโดดเด่นต่อเนื่องตามแผนงาน ทั้งการเดินหน้ากลยุทธ์ Origin Next Normal ต่อเนื่องในกลุ่มธุรกิจสมาร์ทคอนโด, การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เข้ามาใช้ในโครงการที่อยู่อาศัย ตอบโจทย์ทั้งด้าน Reaching Solution และ Living Solution

พร้อมเปิดตัวบ้านจัดสรร 2 แบรนด์ใหม่ ได้แก่ เบลกราเวีย (BELGRAVIA) เจาะตลาดระดับลักซ์ชัวรี่ และไบรตัน (BRIGHTON) เจาะตลาด Gen Y-Z ขยายเซ็กเมนท์ใหม่ๆ ขณะเดียวกัน มีโครงการรอเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลังอีกกว่า 14 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 16,700 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทยังมีโครงการสร้างเสร็จใหม่ ทั้งโครงการบ้านจัดสรร และโครงการ Non-JV พร้อมทยอยโอนกรรมสิทธิ์ในครึ่งหลังของปี เพิ่มอีก 10 โครงการ และยังมีโครงการ JV ที่จะสร้างเสร็จใหม่ พร้อมทยอยโอนอีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการไนท์บริดจ์ ไพร์ม อ่อนนุช (KnightsBridge Prime Onnut) เริ่มทยอยโอนในไตรมาส 3/2563 และโครงการไนท์บริดจ์ สเปซ รัชโยธิน (KnightsBridge Space Ratchayothin) เริ่มทยอยโอนในไตรมาส 4/2563 มูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 17,100 ล้านบาท

โดยกลุ่มโครงการ JV มียอดรอรับรู้รายได้ (Backlog) รออยู่แล้วถึงกว่า 90% ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปี 2563 บริษัทมั่นใจการเติบโตจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ที่ยอดโอน 14,000 ล้านบาท และรายได้รวม 16,000 ล้านบาท

“ผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้ครึ่งปีแรกของปี 63 ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายมากสำหรับทุกองค์กร แต่ด้วยจุดแข็งของออริจิ้นที่ปลูกฝังแนวคิดแบบ Disruptor Mindset ให้แก่พนักงานทุกคน เราพยายามคิดให้มากกว่า คิดให้ละเอียดกว่า และคิดให้แปลกใหม่กว่า หรือ Think Beyond ทำให้เราจึงยังคงเป็นผู้นำในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็วสามารถก้าวผ่านทุกสถานการณ์ มีกลยุทธ์ มีโซลูชั่นใหม่ๆ ตอบโจทย์ตลาดเชิงรุก ขณะเดียวกันเรายังควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ผลประกอบการไตรมาส 2 ยังคงเติบโตโดดเด่น” นายพีระพงศ์ กล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2/63 บริษัทมีรายได้รวม 3,292 ล้านบาท (Non-JV) ตามการเติบโตของยอดโอนที่ทำได้ 3,088 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 707 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน 58% และ 19% ตามลำดับ หลังกวาดยอดโอนรวมไปกว่า 3,832 ล้านบาท โดยเป็นโครงการ Non-JV 3,088 ล้านบาท และโอนต่อเนื่องโครงการ JV จากไตรมาสแรกอีกกว่า 743 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทก้าวสู่ 1 ใน 3 ผู้นำ หรือ “TOP3” ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เมืองไทย

พร้อมกันนี้ บริษัทยังสามารถรักษาอัตรากำไรไว้ได้ในระดับสูง โดยอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ระดับ 21.5% หลังบริหารจัดการและควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการปรับกลยุทธ์ เน้นการตลาดเชิงรุกผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และแคมเปญ Everyone Can Sell โดยค่าใช้จ่ายการขายและการบริหารจัดการ (SG&A) ปรับลดลงเหลือประมาณ 12.7% จาก 19.7% ในไตรมาสก่อนหน้า ท่ามกลางตลาดที่ได้มีการปรับกลยุทธ์หันมาแข่งขันด้านราคากันอย่างรุนแรง

คำค้น