
หุ้นตัวแรงช่วยดันดัชนี
พระเอกตัวจริงของวานนี้ต้องยกใหญ่ ADVANC กับ GULF ซึ่งแสดงอิทธิฤทธิ์ด้วยการดันดัชนีบวกไปถึง 5 จุด ทั้งที่ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยยืนปิดได้แค่ระดับ 1,346.54 จุด
พระเอกตัวจริงของวานนี้ต้องยกใหญ่ ADVANC กับ GULF ซึ่งแสดงอิทธิฤทธิ์ด้วยการดันดัชนีบวกไปถึง 5 จุด ทั้งที่ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยยืนปิดได้แค่ระดับ 1,346.54 จุด บวกไป 10.43 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.33 หมื่นล้านบาท กลายเป็นช็อตที่ย้ำว่า เมื่อตัวเลขกำไรออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด และมีการแจกปันผลแบบจัดหนัก ก็เป็นแรงดึงดูดให้นักลงทุนกลับมาลุยซื้อหุ้นแบบสุดซอยพะยะค่ะ
โดยเฉพาะในรายของ ADVANC ที่พุ่งพรวดขึ้นมาปิดในระดับ 374 บาท บวกไป 13 บาท หรือขึ้นไป 3.60% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.12 พันล้านบาท ล้วนมาจากกำไรปี 68 ขึ้นไปแตะระดับ 4.78 หมื่นล้านบาท พ่วงด้วยปันผลให้อีกจำนวน 27.41 บาท ซึ่งเป็นการจ่ายกำไรสุทธิ และกำไรสะสม คือแรงส่งที่ทำให้ราคาหุ้นยืนในระดับสูงได้อีกนานแบบนี้ มันกลายเป็นจังหวะที่ต้องไหลตามน้ำสถานเดียวนะนายจ๋า!
เมื่อมีการจ่ายปันผลแบบจุก ๆ ผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง GULF ก็รับเนื้อ ๆ มากถึง 3.30 หมื่นล้านบาท และทำให้นักลงทุนคาดหวังปันผลที่จะได้รับก็คงจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบเหมือนกัน วานนี้จึงเห็นราคาหุ้นขึ้นมายืนปิดที่ระดับ 49.50 บาท บวกไป 1.75 บาท หรือขึ้นไป 3.66% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.78 พันล้านบาทแบบชิล ๆ พร้อมกันนั้นก็ทำให้นักลงทุนเชื่อว่า ราคาหุ้นจะไต่ระดับขึ้นไปยืนเหนือ 50 บาทอย่างมั่นคงเสียทีนะจ๊ะ
ผลดังกล่าวทำให้หลายคนเชื่อว่า TRUE น่าจะมาแนวนี้เหมือนกัน และเมื่อดูโครงสร้างใหม่ที่พร้อมบุก “AI” และ “ดาต้า” แบบเต็มตัว ย่อมเป็นแรงดึงดูดที่ทำให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนหุ้นตัวนี้ต่อเนื่อง รวมทั้งการที่ “ซิคเว่” ประกาศชัดว่า นับจากนี้จะกลายเป็นหุ้น “เติบโต” ควบคู่กับ “ปันผล” จึงส่งผลให้การยืนปิดที่ระดับ 12.10 บาท บวกไป 0.20 บาท หรือขึ้นไป 1.68% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.98 พันล้านบาท ยังมีแก๊ปให้วิ่งไปหาเป้า 18 บาทเพียบค่ะ
ส่วนรายที่ปึ๋งปั๋งขึ้นมาด้วยอย่าง KBANK กลายเป็นช็อตที่เรียกเสียงฮือฮาไม่แพ้กัน เพราะเส้นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกันมีแค่ กัลฟ์ถือหุ้นอันดับ 5 เป็นจำนวน 107.34 ล้านหุ้น หรือ 4.53% ซึ่งความเชื่อมโยงของเรื่องราวทั้งหมดก็มีประมาณนี้ ส่วนการพุ่งขึ้นของหุ้นมายืนปิดที่ระดับ 190 บาท บวกไป 3 บาท หรือขึ้นไป 1.60% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.84 พันล้านบาทจะเกิดจากบรรยากาศมันพาไปหรือไม่?..วันนี้รู้ค่ะ
สำหรับรายที่ไม่ธรรมดาจริง ๆ และเข้าสู่วงจรขาขึ้นเต็มตัวอย่าง TOP ยังคงเป็นหุ้นตัวท็อปที่ “โมนิก้า” ชื่นชอบไม่เสื่อมคลาย เพราะสิ่งที่รับรู้มาตั้งแต่เคลียร์หลังบ้านจบคือ กำไรของบริษัทจะกลับคืนสู่สภาพปกติ และจะกลับมาเติบโตต่อเนื่องหลังจากนี้ และการที่หุ้นวิ่งขึ้นมาปิดที่ระดับ 45.50 บาท บวกไป 2.75 บาท หรือขึ้นไป 6.43% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย1.17 พันล้านบาท น่าจะสื่อให้เห็นว่า หุ้นเริ่มออกสตาร์ทใหม่กระมัง!
ส่วนรายที่รักษาทรงตัวเองได้ค่อนข้างดีอย่าง MRDIYT กลายเป็นหุ้นที่ “โมนิก้า” ให้ความสนใจมากพิเศษ เพราะภาพใหญ่ที่เห็นนับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นมาเป็นเวลา 3 เดือนคือ ราคาหุ้นวนเวียนไปมาในกรอบ 8-9 บาทเป็นส่วนใหญ่ ผนวกกับไตรมาส 4 ปี 68 เป็นไฮซีซั่นที่เม็ดเงินสะพัด อีฉันเลยมองการยืนปิดของราคาหุ้นที่ระดับ 8.85 บาท บวกไป 0.20 บาท หรือขึ้นไป 2.31% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 68 ล้านบาท เหมาะต่อการโหนกระแสเจ้าค่ะ
สำหรับรายที่ป้อแป้กลายเป็นเจ้าจำปี THAI หลังถูกนักลงทุนถล่มขายตั้งแต่เช้าหลังพ้นไซเรนพีเรียดแบบนี้ “โมนิก้า” มองเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ๆ เพราะหุ้นที่ขายได้มีมากถึง 1,600 ล้านหุ้น แต่เมื่อดูจากจำนวนหุ้นที่เทรดวานนี้มีแค่ 611ล้านหุ้น และหุ้นลงมายืนปิดที่ระดับ 6 บาท ลบไป 1 บาท หรือลงไป 14.29% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3.61 พันล้านบาท อาจตีความว่า แรงขายหมดแล้วก็ได้ หรือจะตีความว่า ยังรินไม่หมดก็ได้..โดยคำตอบที่ชัดเจนจะอยู่วันนี้จ้า
โมนิก้าและทีมงาน