พาราสาวะถี

เป็นความท้าทายและพิสูจน์ความจริงใจของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจไปในคราวเดียวกัน ม็อบของขบวนการคนหนุ่มสาวที่ขยายวงกันไปทั่วประเทศ เวทีรับฟังความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ที่ประกาศกันมานานร่วมสองสัปดาห์ ยังไม่มีวี่แววว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดและมีใครที่จะถูกเชิญเข้าร่วมบ้าง หากเป็นพวกจัดตั้งทุกอย่างก็จบ เพราะจะได้แค่เสียงสรรเสริญเยินยอ คำไพเราะเสนาะหู แต่ไม่ใช่ปัญหาอันแท้จริง ซึ่งถึงวันนี้ต่างรู้ดีกันว่าคืออะไร

อรชุน

เป็นความท้าทายและพิสูจน์ความจริงใจของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจไปในคราวเดียวกัน ม็อบของขบวนการคนหนุ่มสาวที่ขยายวงกันไปทั่วประเทศ เวทีรับฟังความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ที่ประกาศกันมานานร่วมสองสัปดาห์ ยังไม่มีวี่แววว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดและมีใครที่จะถูกเชิญเข้าร่วมบ้าง หากเป็นพวกจัดตั้งทุกอย่างก็จบ เพราะจะได้แค่เสียงสรรเสริญเยินยอ คำไพเราะเสนาะหู แต่ไม่ใช่ปัญหาอันแท้จริง ซึ่งถึงวันนี้ต่างรู้ดีกันว่าคืออะไร

การจับกุม พริษฐ์ ชิวารักษ์  หรือ เพนกวิน แกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สองวันก่อนนัดชุมนุมใหญ่ตามมาด้วยการบุกค้นบ้านในวันรุ่งขึ้น มันสะท้อนให้เห็นภาพของความหวั่นไหว และพฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอกเป็นอย่างดี การที่ท่านผู้นำอ้างว่าไม่ได้ปัดแทรกแซงสั่งตำรวจจับแกนนำนักศึกษา คงหาคนเชื่อยาก หากคนคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเป็น พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็พอที่จะแถไถกันไปได้

แต่รอบนี้ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจเลือกที่จะนั่งบัญชาการเอง จึงปฏิเสธได้ยาก เพราะกระบวนการที่ดำเนินการกันนั้น มันจะอ้างว่าเป็นไปตามข้อกฎหมายก็เชื่อได้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ในจังหวะที่มีการนัดหมายชุมนุมใหญ่คงมองเป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากการสกัดกั้น กีดกัน รบกวนสมาธิของแกนนำ ทว่าคงไม่ได้ผล จะเห็นได้จากสถาบันการศึกษานับตั้งแต่โรงเรียนไปจนถึงสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งที่ใช้กลเกมไม่อนุญาตให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาใช้สถานที่ในการเคลื่อนไหว เท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าเกิดจากอะไร

หากเป็นรัฐบาลที่มาจากครรลองของระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จะไม่ใช้วิธีการเช่นนี้ เพราะสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะระดับมหาวิทยาลัยนั้น ได้ชื่อว่าเป็นเวทีวิชาการ เวทีแห่งการแลกเปลี่ยน เหมือนอย่างที่เคยเกิดวลีช่วงเผด็จการคสช.เรืองอำนาจ มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร” มิหนำซ้ำ หากจำกันได้ช่วงไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์และโบกมือดักกวักมือเรียกเผด็จการทหารออกมานั้น ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำหลายแห่ง ต่างเป็นตัวตั้งตัวตีสำคัญในการออกมาเคลื่อนไหวเสียด้วยซ้ำ

ขณะที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยบางแห่ง ทั้งที่เพิ่งประกาศไปหมาด ๆ ว่าพร้อมที่จะเปิดเวทีให้นิสิตได้แสดงออกกันอย่างเต็มที่ พอถึงเวลากลับห้ามหน้าตาเฉย เช่นนี้มันยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงการรับใบสั่งและทำให้เห็นว่าใครที่เป็นผู้ชี้นิ้วบัญชาการ ส่วนพวกสนับสนุนขบวนการสืบทอดอำนาจ ก็จะได้เห็นการแสดงท่าทีต่าง ๆ นานา ทำให้เห็นถึงธาตุแท้ว่าคนพวกนี้เป็นคนอย่างไร มีจุดยืนจริงหรือไม่ เหมือนอย่างกลุ่มนิสิตเสรีเทยพลัส จุฬาฯ ที่งัดเอาหลักฐานมาแฉกระเทยเฒ่าบางราย

เคยโพสต์เฟซบุ๊กไว้เมื่อ 7 ปีก่อน ถ้าประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของรัฐบาลไม่ได้ จะเรียกว่าประชาธิปไตยได้อย่างไร ฟรีทีวีก็กำจัดรายการที่คิดต่างไปหมดแล้ว สื่อสิ่งพิมพ์ก็เหลือไม่กี่ฉบับที่กล้าคัดค้านรัฐบาล จะตั้งเวทีชุมนุมก็เจอกองทัพตำรวจขัดขวางไม่ให้มา อย่างนี้หรือเรียกว่าประชาธิปไตย เวลาคุณด่าคนอื่นในโทรทัศน์บางช่อง ในการขึ้นเวทีของแกนนำทำไมทำได้ เผด็จการชัด ๆ อะไรได้ประโยชน์เอา อะไรเสียผลประโยชน์ไม่เอา

ถามว่าตอนนั้นกับตอนนี้แบบไหนที่หนักข้อกว่ากัน นี่แหละสันดานของพวกที่หาได้มีหลักการอะไรไม่ ทุกการเคลื่อนไหวนั้นเต็มไปด้วยเรื่องของผลประโยชน์ และมาจากอคติส่วนตัวล้วน ๆ ยิ่งเวลานี้ได้มีตำแหน่งแห่งหนจากการแต่งตั้งของขบวนการสืบทอดอำนาจ ยิ่งทำให้เห็นว่า การเคลื่อนไหวที่ผ่านมานั้น มีเป้าประสงค์อย่างไร การไปนั่งในคณะกรรมการปฏิรูปคงไม่ก่อให้เกิดมรรคผลใด ๆ ในเมื่อตัวคนที่ไปทำหน้าที่ยังปฏิรูปความคิดของตัวเองไม่ได้

กระแสม็อบเยาวชนและประชาชนปลดแอก วันนี้จุดติดแล้ว อยู่ที่จะว่าจะยืนระยะปักหลักซดกับขบวนการสืบทอดอำนาจได้นานขนาดไหน มากไปกว่านั้นคือต้องไม่ไหลไปตามเกมของอีกฝ่ายที่พยายามสาดโคลนสารพัด หากตัดสิ่งที่เป็นจุดอ่อนได้ ชู 3 ข้อเรียกร้องอันเป็นหัวใจหลัก แลกกันแบบหมัดต่อหมัด ต่อให้กรรมการทั้งบนเวทีและให้คะแนนจะช่วยโกงอย่างไร แต่แฟนมวยคนไทยนั้นรักความเป็นธรรม ดูออกว่าใครสู้อย่างโปร่งใส ด้วยหัวจิตหัวใจ ใครที่คิดแต่จะโกงท่าเดียว

การแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นบทพิสูจน์ด่านแรก ศุกร์ที่ 21 สิงหาคมนี้ จะมีการเคาะของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ดูว่าจากที่ก่อนหน้าเสียงส่วนใหญ่เห็นพ้องกันทั้งประเด็นแก้มาตรา 256 และการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือส.ส.ร.มาดำเนินการ มีเพียงแค่เสียงเดียวที่คัดค้าน ถ้าหากมีความจริงใจจริง มติที่ออกมาต้องไม่แปลกแหวกแนวไปกว่าที่เคยแถลงข่าวแสดงท่าทีกันไปก่อนหน้า

ฟากผู้นำถ้าโยนว่าเป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติไม่เกี่ยวกับฝ่ายบริหาร ก็ไม่ต่างอะไรไปจากนักการเมืองสามานย์ที่ตัวเองเคยกล่าวหาไว้ตั้งแต่วันแรกที่ยึดอำนาจ ไม่ต้องทำเป็นไขสือเมื่อรู้กันดีว่า ในส่วนของสภาล่างพรรคแกนนำรัฐบาลนั้นสั่งกันได้หรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงสภาสูงเมื่อเป็นคนเลือกเข้ามาถ้าไม่อยากใช้คำว่าสั่งก็ต้องขอความร่วมมือ ซึ่งพวกลากตั้งคงไม่มีใครปฏิเสธ อยู่ที่ว่าผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจจะตกผลึกในทิศทางของบ้านเมืองที่อยากจะเห็นและให้เดินไปอย่างไร

ระหว่างที่การเมืองว่าด้วยเรื่องของม็อบและการจัดการกับม็อบยังชุลมุนวุ่นวาย ก็อย่าปล่อยให้ประเด็นตบทรัพย์ 5 ล้านบาท จากการโวยของ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ที่มีต่อคณะอนุกรรมาธิการแผนบูรณาการ 2 ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2564 ต้องหายไปกับสายลม การเปิดหน้าชนขนาดนี้ ต้องมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่รับผิดชอบ จะจบลงแบบไม่มีอะไรในกอไผ่ไม่ได้เด็ดขาด

ในฐานะประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ ชวน หลีกภัย จอมหลักการจะอ้างรอดูข้อเท็จจริง ว่ากันไปตามหลักการ ปล่อยให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการกันไปไม่ได้ ต้องมีคำตอบให้สังคม การเมืองโสมมที่ทนเห็นมาทั้งชีวิต ควรที่จะถูกปลดปล่อย เปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ถ้าทั้งชีวิตป่าวประกาศว่าไม่เคยคดโกง ไม่เคยทำผิดกฎหมาย แต่การปล่อยให้คนทำผิดกฎหมายลอยนวล มันก็น่าจะเลวร้ายไม่ต่างกัน