หมดแรงสู้ ?

*ช่วงเช้าวานนี้ “โมนิก้า” อุตส่าห์ดีใจที่เห็นแรงซื้อเข้ามาตลอดเวลา จนดัชนีทำท่าจะขยับขึ้นไปได้ไกล แต่สุดท้ายกลับมีอาการล่มปากอ่าวขึ้นมาเสียอย่างนั้น เดี๊ยนเลยต้องนั่งเกาหัวแกร๊ก ๆ พร้อมกับอุทานเสียงดังลั่นว่า เกิดอีหยัง! เพราะตลาดหุ้นน่าจะซึมซับรับข่าวร้ายไปมากพอสมควรแล้ว จึงไม่น่าจะเป็นเหตุที่ทำให้นักเล่นสาดหุ้นทิ้งก่อนเวลาอันควรนะจะบอกให้

เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*ช่วงเช้าวานนี้ “โมนิก้า” อุตส่าห์ดีใจที่เห็นแรงซื้อเข้ามาตลอดเวลา จนดัชนีทำท่าจะขยับขึ้นไปได้ไกล แต่สุดท้ายกลับมีอาการล่มปากอ่าวขึ้นมาเสียอย่างนั้น เดี๊ยนเลยต้องนั่งเกาหัวแกร๊ก ๆ พร้อมกับอุทานเสียงดังลั่นว่า เกิดอีหยัง! เพราะตลาดหุ้นน่าจะซึมซับรับข่าวร้ายไปมากพอสมควรแล้ว จึงไม่น่าจะเป็นเหตุที่ทำให้นักเล่นสาดหุ้นทิ้งก่อนเวลาอันควรนะจะบอกให้

*ประเด็นดังกล่าวทำให้สถานการณ์ตลาดหุ้นตลอดช่วงภาคบ่ายดูแย่ลงทันที เพราะกลุ่มหุ้นบลูชิพที่เป็นตัวความหวัง ดันถูกเทในจังหวะต้องทำหน้าที่ประคองดัชนีให้ยืนในแดนบวก ก่อนจะช่วยดันขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญบริเวณ 1,335 จุดอีกครั้ง “โมนิก้า” จึงต้องหันกลับมาดูโอกาสที่ดัชนีจะต้องลงไปทดสอบแนวรับ 1,300 จุดมีมากขนาดไหน ? หลังฝรั่งตาน้ำข้าวสาดหุ้นหนักเหลือเกินพะยะค่ะ

*ข้อมูลดังกล่าวทำให้ “โมนิก้า” เข้าใจเหตุผลที่ทำให้ดัชนีทรุดตัวลงมายืนปิดที่ 1,310.66 จุด ลบไป 12.65 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.40 หมื่นล้านบาท และมองเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เป็นเรื่องของอารมณ์นักเล่นอินกับเรื่องไหนเป็นหลัก ! รวมทั้ง “ข้อมูลจริง” ที่ออกก็ไม่ตรงกับ “ความเชื่อ” จึงทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นคูณสองกันไปเลย ภาพของตลาดหุ้นถึงดูทรุดหนักเหลือเกินในเที่ยวนี้พะยะค่ะ

*ขนาดหุ้นตัวเป้ง ๆ อย่างน้องแบม BAM ยังออกทะเลไปไกลสุดกู่ “โมนิก้า” จึงไม่อยาก “โทษฟ้า โทษฝน” เพื่อเป็นการระบายอารมณ์ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในเที่ยวนี้ทำให้รู้ว่า มาตรฐานบัญชีใหม่มันมีค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ทุกคนต้องเรียนรู้อีกสักระยะหนึ่ง ซึ่งทำให้กำไรในปีนี้หมดทางโตอย่างแน่นอน และการยืนปิดที่ 23.30 บาท ลบไป 1.20 บาท หรือลงไป 4.90% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.56 พันล้านบาท ไม่ปลอดภัยหรอกนะจ๊ะ

*เรื่องนี้ดูง่าย ๆ ได้จากหุ้นแบงก์มีอาการลิงโลดรับข่าวรวมหนี้ (ไม่เป็นเอ็นพีแอล) ได้ไม่ทันไร วานนี้กลับโดนขายทิ้งเหมือนไม่มีอะไรดีเกิดขึ้นสักอย่าง “โมนิก้า” เลยรู้สึกท้อแท้ใจเป็นอย่างมากที่เห็นหลายตัวโดนจัดหนักแบบไม่ต้องโงหัวกันเลย โดยเฉพาะในรายของแบงก์สีเขียว KBANK โดนกดลงมากองอยู่ที่ระดับ 84.25 บาท ลบไป 2.50 บาท หรือลงไป 2.90% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.31 พันล้านบาท จึงดูไม่โสภาเอาเสียเลยเจ้าค่ะ

*เช่นเดียวกับในรายของหุ้นปลากระป๋อง TU โดนทุบเปรี้ยงเดียวลงมากองอยู่ที่ 14.10 บาท ลบไป 0.70 บาท หรือลงไป 4.75% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 560 ล้านบาท มันเป็นสถานการณ์ที่บีบหัวใจมากเหลือเกิน เพราะในช่วงของการไต่เพดานสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ มันไม่มีเหตุการณ์ที่ทำให้เชื่อว่า หุ้นจะโดนทุบหนัก ! เดี๊ยนเลยเดาไม่ออกเหมือนกันว่า ฝรั่งมีมุมมองกับหุ้นตัวนี้เป็นบวกจริงไหม ? เพราะพฤติกรรมที่แสดงออกมาช่างสวนทางกับสิ่งที่พูดนะออเจ้า

*อีกรายที่ดูทรงแล้วไม่ค่อยดีอย่างหุ้นเครื่องดื่มชูกำลัง OSP กลายเป็นหุ้นที่อยู่ในลิสต์เฝ้าระวังสำหรับตัวอีฉัน หลังหุ้นทรุดตัวหลุดแนวรับสำคัญลงมาหมดทุกเส้น จนวานนี้ลงมายืนปิดที่ 38.75 บาท ลบไป 1 บาท หรือลงไป 2.50% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 568 ล้านบาท ก็กลายเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงที่ไหลลงอีก “โมนิก้า” ถึงภาวนาให้มีแรงซื้อเข้ามาพยุงหุ้น เพื่อทำให้วันถัดไปหุ้นเด้งกลับขึ้นไปยืนเหนือแนวรับอีกครั้ง ก็จะทำให้โมเมตัมกลับมาดีดังเดิมนะคะ

*ส่วนรายที่อาการโคม่าสุด ๆ “โมนิก้า” คงเทน้ำหนักไปที่พ่อดอกมะลิ JAS เพราะราคาหุ้นไหลลงยาวเป็นเวลานานถึง 4 เดือน จนมองไม่เห็นหนทางที่จะทำให้ราคาหุ้นกลับมาดีดั่งเดิม จึงกังวลใจมากขึ้นเมื่อเห็นราคาหุ้นลงมายืนปิดที่ 2.90 บาท ลบไป 0.06 บาท หรือลงไป 2% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 138 ล้านบาท เพราะเหมือนเป็นการทิ้งแบบไม่มีเยื่อใยให้แก่กันอีกแล้วนะซี

*คล้ายกับในรายของ ETC ยังมีแรงขายถล่มออกมาไม่หยุดเหมือนกัน จนสงสัยเหลือเกินว่า เรื่องนี้จะไปจบตรงไหน ? แถมมองในมุมของขาใหญ่ที่โบ้ยกันไปมาว่า ไม่ทิ้ง ? เดี๊ยนเลยเกิดอาการเซ็งเป็ดที่วันนี้ต้องมายืนดูหุ้นโดนทิ้งจนลงมาต่ำกว่า IPO แถมยังไม่มีใครให้คำตอบราคาปิดที่ 1.86 บาท ลบไป 0.14 บาท หรือลงไป 7% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 163 ล้านบาท มันใช่ก้นเหวไหม ?…ใครรู้ช่วยตอบที…อิอิอิ