พาราสาวะถี

ค่ำคืนที่ผ่านมาไม่รู้ว่าสถานการณ์ของการชุมนุมหน้ารัฐสภาดำเนินไปในลักษณะใด แต่การตัดสินใจใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง ฉีดเข้าใส่ผู้ชุมนุมคณะราษฎร พร้อมขว้างแก๊สน้ำตาเข้าใส่ ด้วยเหตุผลว่าล้ำเส้นที่ขีดไว้ กลายเป็นที่โจษจันว่า นี่เป็นการใช้กำลังโดยไม่จำเป็นอีกครั้ง เพราะสิ่งที่เป็นภาพตัดกันคือ ม็อบอีกพวกนั้นสามารถที่จะเดินผ่านแนวสกัดของฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้อย่างง่ายดายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานสองมาตรฐานย่อมนำมาซึ่งปัญหา

อรชุน

ค่ำคืนที่ผ่านมาไม่รู้ว่าสถานการณ์ของการชุมนุมหน้ารัฐสภาดำเนินไปในลักษณะใด แต่การตัดสินใจใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง ฉีดเข้าใส่ผู้ชุมนุมคณะราษฎร พร้อมขว้างแก๊สน้ำตาเข้าใส่ ด้วยเหตุผลว่าล้ำเส้นที่ขีดไว้ กลายเป็นที่โจษจันว่า นี่เป็นการใช้กำลังโดยไม่จำเป็นอีกครั้ง เพราะสิ่งที่เป็นภาพตัดกันคือ ม็อบอีกพวกนั้นสามารถที่จะเดินผ่านแนวสกัดของฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้อย่างง่ายดายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานสองมาตรฐานย่อมนำมาซึ่งปัญหา

ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากที่คณะราษฎรสามารถลุยผ่านด่านสกัดของเจ้าหน้าที่มาแล้ว กลับมีการถอนกำลังหลบเข้าไปในซอยแล้วปล่อยให้สองม็อบเผชิญหน้ากัน จนเกิดการปะทะ อย่าบอกว่าเจ้าหน้าที่รับมือไม่ไหว ภาพดังกล่าวมันก็ย้อนกลับไปตอนที่เกิดเหตุในมหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นเหมือนความจงใจที่ต้องการให้เกิดการปะทะ เพื่อหาเหตุที่จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้าคิดและทำกันอย่างนี้ถือเป็นความสามานย์อย่างยิ่งของฝ่ายสืบทอดอำนาจ

ดังนั้น จึงอย่าได้แปลกใจที่จะมีคนจำนวนไม่น้อยประณามการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ในลักษณะนี้ หนึ่งในนั้น “ป๋าเต็ด” ยุทธนา บุญอ้อม พิธีกร และดีเจคนดังแสดงความเห็นได้อย่างน่าสนใจ “ในที่สุดก็เกิดความรุนแรงโดยไม่จำเป็นอีกแล้ว หยุดคุกคามประชาชน เริ่มรับฟังและพูดคุยกับประชาชนด้วยความจริงใจเสียทีคงต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การสลายการชุมนุมของโลกว่า ครั้งหนึ่งมีเจ้าหน้าที่ประเทศหนึ่ง ใช้อาวุธปราบจลาจลต่อสู้กับเรือเป็ด”

นี่คืออารมณ์ทางสังคมของคนที่ต้องบอกว่าแทบจะไม่ได้แสดงท่าทีทางการเมืองอย่างเด่นชัดในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่โดยทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่อ้างว่าแนวทางของตำรวจไม่ใช่สลายการชุมนุม แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ อธิบายกี่ล้านหนยกเหตุผลอะไรมาอ้างก็ยากที่คนจะเชื่อ เพราะการกระทำดังกล่าวมันไม่ใช่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม หากแต่เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน

คงลืมไปแล้วว่ายุติธรรมไม่มีสามัคคีไม่เกิด ไม่ต้องอ้างเรื่องของข้อกฎหมาย สิ่งที่ยืนยันความอำมหิตของขบวนการสืบทอดอำนาจได้เป็นอย่างดี คงเป็นการอภิปรายของส.ว.ลากตั้งหลายรายที่ไม่ได้พูดถึงเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญแม้แต่น้อย เอาแต่ปกป้องผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและใส่ร้ายฝ่ายชุมนุมคณะราษฎร พร้อมส่งสัญญาณเชิงกดดันให้เจ้าหน้าที่ใช้กำลังอย่างเด็ดขาดกับฝ่ายต่อต้านอำนาจสืบทอด นี่ย่อมเป็นสัญญาณของความรุนแรงที่รออยู่ข้างหน้า

ผิดกับส.ส.ที่ผ่านการเลือกตั้งมาจากประชาชนและผูกพันกับความเคลื่อนไหวของประชาชนอย่างแท้จริง อย่าง ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ส.ส.เพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ที่ขอหารือต่อประธานรัฐสภาว่า ขณะนี้เรากำลังพูดกันในสภาเพื่อหาทางออกให้กับประเทศชาติ แต่ข้างนอกกำลังสุมไฟให้กับประเทศชาติ แบบนี้หาทางออกไม่ได้ เราออกไปดูแลพี่น้องประชาชนที่เขาเลือกเราเข้ามาหน่อยดีหรือไม่ ขอให้ฝ่ายความมั่นคงดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเท่าเทียมได้หรือไม่ “ฝ่ายหนึ่งได้รับน้ำส้ม อีกฝ่ายหนึ่งได้รับแก๊สน้ำตา”

แน่นอนว่า พฤติกรรมการเลือกปฏิบัตินั้น มันมีมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง และไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะผู้นำที่มืดบอดด้านมนุษยธรรมย่อมมองเห็นและได้ยินต่อเสียงสรรเสริญเยินยอเท่านั้น ส่วนพวกที่บังอาจมาวิพากษ์วิจารณ์และขับไล่ คนเหล่านั้นคือศัตรูตัวฉกาจที่ไม่ต้องมองว่าเป็นคนไทยด้วยกันหรือไม่ วาทกรรมที่พ่นออกมาจากปากจะสวยหรูอย่างไรก็ได้ แต่สุดท้าย ผลที่เห็นได้ด้วยตามันเป็นที่ประจักษ์ว่า ขบวนการสืบทอดอำนาจนั้นพร้อมที่จะใช้ทุกวิถีทางเพื่อกำจัดฝ่ายเห็นต่าง

สิ่งที่น่าหดหู่ใจอีกประการก็คือ การนำเอาเสื้อเหลืองมาเคลื่อนไหวการเมือง เพราะความจริงแล้วเสื้อเหลืองไม่ใช่สมบัติของกลุ่มการเมืองใดการเมืองหนึ่ง หากจะบอกว่าสีเสื้อดังกล่าวคือสีแห่งความจงรักภักดี คนที่ใส่เสื้อเหลืองจะต้องมีลักษณะสำรวม แสดงออกอย่างเหมาะสม แต่การเมืองที่นำมาใช้เพื่อภารกิจปกป้องตัวเองนั้น ใครอยู่เบื้องหลังการกระทำดังกล่าว ควรหยุดเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการเมืองได้แล้ว เพราะเป็นสิ่งไม่บังควร

ความอับจนทางปัญญาของพวกที่หาเหตุผลมาหักล้างต่อข้อเรียกร้องของฝ่ายต่อต้านไม่ได้ โดยเฉพาะกรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์ ถึงขนาดที่มีคนกล้าแสดงความโง่ ด้วยการอ้างว่าร่างแก้ไขฉบับดังกล่าว จะเอา ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับบ้าน ทั้งที่ไม่เกี่ยวอะไร และไม่มีมาตราใดให้ทำได้เช่นนั้น ถ้าเขียนรัฐธรรมนูญได้แบบนั้นจริง น่าจะมีการเขียนเพื่อให้มีการนำเอาผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจกลับบ้านไปพักผ่อนแล้ว

แสดงให้เห็นว่า การกล้ากล่าวความเท็จโดยไม่กลัวว่าใครจะเย้ยหยันเช่นนี้ เป็นเจตนาเพื่อสร้างความชิงชัง ทำให้คนไทยด้วยกันเกลียดกันเอง ทั้งที่ ม็อบคณะราษฎรนั้นเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้มีใครพูดถึงหรือจำนวนไม่น้อยไม่ได้ให้ความสำคัญหรืออาจจะไม่รู้จักทักษิณเสียด้วยซ้ำไป เมื่อเดินเกมกันอย่างนี้ย่อมที่จะหลีกหนีความรุนแรง และนำพาสถานการณ์ย้อนไปสู่การนองเลือดเหมือนในอดีตไม่พ้น บางคนทำตัวเกินพอดีกางปีกปกป้องว่ารัฐธรรมนูญข้าใครอย่าแตะผู้นำของข้าใครอย่ามายุ่ง

ทั้งที่ ร่างแก้ไขของฉบับไอลอว์นั้น พอฟัง จอน อึ้งภากรณ์ ผู้อำนวยการไอลอว์ชี้แจงในสภาแล้ว ถือเป็นการตบหน้าพวกลากตั้งและส.ส.ที่สอพลออำนาจสืบทอดกันฉาดใหญ่ และน่าจะเป็นเหตุผลรองรับว่าทำไมคนพวกนี้ถึงไม่สนับสนุน  เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แต่เป็นเรื่องโกหกถือว่าเป็นโมฆะ เพราะประชาชนมีสิทธิเลือกแค่ผู้แทนราษฎร โดยไม่มีโอกาสตั้งรัฐบาล เนื่องจากมีองค์ประกอบอื่นที่ไม่ได้มาจากประชาชนเข้ามาเป็นตัวกำหนด

ทั้งที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไป คนรุ่นใหม่รอไม่ได้แล้วเพราะต้องการเห็นประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย จึงตั้งโต๊ะให้ประชาชนมาลงชื่อซึ่งประชาชนกระตือรือร้นในการลงชื่อเป็นจำนวนมาก สมาชิกรัฐสภาควรให้ความสำคัญกับร่างแก้ไขของประชาชนไม่ใช่ปฏิเสธตั้งแต่วาระแรก ทั้ง ๆ ที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาเพรารัฐบาลก็บรรจุเป็นนโยบายเร่งด่วน แต่ก็ยังลีลา ยึกยักอย่างที่เห็น นี่จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า ขบวนการสืบทอดอำนาจนั้นไม่เคยแม้แต่จะคิดและมีความจริงใจที่จะแก้ไขใด ๆ ทั้งสิ้น