“อาคม” เชื่อจีดีพี ปี 64 โต 4% ได้อานิสงส์กำลังซื้อในปท.-ลงทุนภาครัฐ ช่วยขับเคลื่อน

“อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รมว.คลัง เชื่อจีดีพี ปี 64 โต 4% ได้อานิสงส์กำลังซื้อในปท.-ลงทุนภาครัฐ ช่วยขับเคลื่อน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง คาดว่า เศรษฐกิจในไทยปี 64 จะขยายตัวได้ราว 4% ซึ่งปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก จะมาจากกำลังซื้อภายในประเทศ ทั้งการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ ขณะที่ภาคการส่งออกเริ่มปรับตัวดีขึ้นและมาช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีนี้ได้อีกแรง

อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวแม้จะเริ่มเปิดประเทศไทย แต่คงไม่คาดหวังสูง เนื่องจากยอดนักท่องเที่ยวเดิมที่ประเทศไทยเคยทำได้ปีละ 40 ล้านคน คงไม่สามารถกลับมาได้เท่าเดิมภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่ที่คาดไว้ 5 ล้านคนน่าจะเป็นจำนวนที่พอทำได้ในปีนี้

“ที่บอกว่าเศรษฐกิจปีนี้ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อภายในประเทศ การจับจ่ายใช้สอยของประชาชน เพราะรายได้ของปี 63 หายไปจากการท่องเที่ยว ซึ่งในปี 64 การท่องเที่ยวอาจยังเติบโตได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นต้องกลับมาพึ่งในประเทศ แต่ประชาชนจะมีความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยอย่างไรนั้น ก็ต้องมีมาตรการของรัฐเข้าไปช่วย” รมว.คลัง กล่าว

สำหรับของขวัญปีใหม่ที่กระทรวงการคลังมอบให้ประชาชนในปี 64 ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี 63 และต่อเนื่องมาในปีนี้ เช่น โครงการคนละครึ่ง เฟส 2 ที่ได้เพิ่มวงเงินการจับจ่ายใช้สอยเป็น 3,500 บาท ถึงเดือนมี.ค.64 ขณะเดียวกันได้เพิ่มวงเงินสำหรับเฟสแรกอีก 500 บาท รวมเป็น 3,500 บาทเท่ากับเฟส 2

นอกจากนี้ ยังมีโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ที่ดำเนินการโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ขยายเวลาออกไปจนถึงเดือนเม.ย.64 รวมทั้งมาตรการช้อปดีมีคืน ที่ให้นำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคไม่เกิน 30,000 บาท มาหักลดหย่อนภาษีได้ในปีภาษี 63 ซึ่งจะมีการชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในช่วงเดือนม.ค.-มี.ค.64

การขยายเวลาชำระหนี้ และลดเบี้ยปรับของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.), การให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SMEs โดยบรรษัทประกันสินเชื่อ ซึ่งตั้งวงเงินสำหรับปล่อยสินเชื่อในปี 64 ไว้ที่ 175,000 ล้านบาท เป็นต้น

ส่วนมาตรการทางภาษีนั้น รมว.คลัง กล่าวว่า ขณะนี้ยังคงใช้ตามมาตรการเดิมที่ต่อเนื่องจากปีก่อนจนกว่าจะมีมาตรการใหม่ออกมา อย่างไรก็ดี อยากให้ช่วยกันคิดว่ารายจ่ายที่มีมากนี้จะมีวิธีการจัดเก็บรายได้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ เพราะในเมื่อมีรายจ่ายมาก ก็ต้องมีความมั่นใจว่าจะมีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำมาใช้จ่ายภายในประเทศ

“หลายคนเป็นห่วง ว่าเราจะชำระหนี้ได้หรือไม่ได้อย่างไร ก็ต้องขึ้นอยู่กับรายได้ภาคการส่งออก และประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ด้วย เพราะหลายภาคส่วนยังได้รับผลกระทบ เช่น รัฐวิสาหกิจ การนำส่งอาจไม่มากเท่าอดีต แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจด้วย” รมว.คลัง กล่าว

ทั้งนี้ จากที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าช่วงครึ่งหลังของปี 64 ไทยจะเริ่มได้ใช้วัคซีนต้านไวรัสโควิด โดยทุกประเทศรวมถึงไทยก็ฝากความหวังไว้กับกรณีของวัคซีน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้มีความมั่นใจในเรื่องการเปิดประเทศ ทำให้คนในประเทศมั่นใจในความปลอดภัย ขณะเดียวกันคนต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวไทยก็ต้องมีความมั่นใจด้วยเช่นกัน

“ทุกคนต่างฝากความหวังไว้ที่วัคซีน คิดว่าปี 64 ในช่วงครึ่งปีหลัง เราน่าจะดีขึ้นกว่าเดิมมาก” นายอาคม กล่าว