OSP ไร้ผู้วิเศษ(แล้ว)

ฮือฮาปาจิงโกะ..!! เมื่ออยู่ ๆ วันก่อนก็มีบิ๊กล็อตหุ้นบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP โผล่ 762 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 33 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2.51 หมื่นล้านบาท...

สำนักข่าวรัชดา

ฮือฮาปาจิงโกะ..!! เมื่ออยู่ ๆ วันก่อนก็มีบิ๊กล็อตหุ้นบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP โผล่ 762 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 33 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2.51 หมื่นล้านบาท…

ทำให้มีคำถามตามมาทันทีว่า เกิดอะไรขึ้นกับ OSP..? ใครเป็นคนซื้อแล้วใครเป็นคนขายกันละเนี่ย…

ถ้าไปดูโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรก ก็เป็นกลุ่ม “โอสถานุเคราะห์” นั่นแปลว่า คนที่จะทำรายการบิ๊กล็อตได้ขนาดนี้ ก็ต้องเป็นกลุ่ม “โอสถานุเคราะห์” น่ะสิ

ว่าแต่ทำไมต้องขาย…แล้วขายให้กับใคร..? จะว่ากลุ่ม “โอสถานุเคราะห์” ร้อนเงินก็ไม่น่าจะใช่…

ในที่สุดก็ถึงบางอ้อ…เมื่อ OSP ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า บิ๊กล็อตดังกล่าวเกิดจากการขายหุ้นของ 2 ผู้ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 381.36 ล้านหุ้น คิดเป็น 12.69% มูลค่ารวม 1.25 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น Orizon Limited ขายจำนวน 261.06 ล้านหุ้น คิดเป็น 8.69% และ “เพชร โอสถานุเคราะห์” ขายจำนวน 120.29 ล้านหุ้น คิดเป็น 4%

ส่วนคนที่มาซื้อไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “นิติ โอสถานุเคราะห์” ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง โดยซื้อหุ้นเพิ่มจำนวน 215 ล้านหุ้น คิดเป็น 7.16% ส่วนที่เหลือขายให้นักลงทุนรายอื่น ๆ จำนวน 166.35 ล้านหุ้น คิดเป็น 5.53%

แต่จะว่าไปการชี้แจงของ OSP ครั้งนี้ก็คลุม ๆ เครือ ๆ ไม่ค่อยชัดถ้อยชัดคำสักเท่าไหร่..!?

แถมยังมีหุ้นอีก 381 ล้านหุ้น ที่ยังไม่ได้ระบุว่าใครขายและใครเป็นผู้ซื้อ…ก็เป็นไปได้ว่าอาจเป็นผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆ หรือกลุ่ม “โอสถานุเคราะห์” คนอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารและถือหุ้นน้อยกว่า 5% เลยไม่ต้องแจ้ง…อันนั้นก็เข้าใจได้

แต่จะให้ดีก็ควรชี้แจงให้เคลียร์ ๆ ไปเลย นักลงทุนจะได้ไม่ต้องมานั่งตีความกันเองให้ปวดกบาล…

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ สัญญาณการถอยของ “เพชร” จาก OSP ซึ่งเริ่มเห็นเค้าลางมาตั้งแต่ปลายเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว ที่มีการตัดขายหุ้น 29.43 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.98% ที่ราคาเฉลี่ย 37 บาท มูลค่ารวม 1,089 ล้านบาท…ครั้งนั้นฟันกำไรไปราว 1,060 ล้านบาท เนื่องจากมีต้นทุนหุ้น OSP เพียง 1 บาท (คำนวณจากราคาพาร์) ทำให้มีกำไรส่วนต่างจากราคาหุ้น 36 บาทต่อหุ้น

ทิ้งช่วงแค่เดือนเศษ…วันที่ 3 ส.ค. 2563 “เพชร” ก็ประกาศลาออกจากประธานคณะกรรมการบริหารและ CEO แล้วมานั่งรองประธานกรรมการ แทน… เปิดทางให้คนนอกอย่าง “กรรณิกา ชลิตอาภรณ์” มานั่งตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร และ “ธนา ไชยประสิทธิ์” มานั่ง CEO

ส่วนการขายหุ้นของ “เพชร” ครั้งนั้น ชัดเจนว่าจะนำเงินไปใช้ในโครงการด้านศิลปะ วัฒนธรรม และด้านการศึกษา

แต่มาชัดเจนแจ่มแจ้งแดงแจ๋…ก็กรณีขายบิ๊กล็อตครั้งล่าสุดนี่แหละ ซึ่งทำให้การถือหุ้นในนาม “เพชร” จากเดิมถือหุ้นอันดับ 4 ไม่หลงเหลือแล้ว…(แต่ฟันกำไรไปอีกราว 3,849 ล้านบาท)

เท่ากับว่าความเกี่ยวโยงระหว่าง OSP กับ “เพชร” ก็หมดไปแล้ว

หลังจากนี้ “เพชร” ก็คงไปมุ่งเน้นที่งานด้านศิลปะ วัฒนธรรม และด้านการศึกษา คงเอาเงินที่ได้จากการขายหุ้นไปลงทุนต่อยอดจากครั้งที่แล้วที่เคยแจ้งต่อสาธารณชน ว่ามีอีกหลายโครงการ จำเป็นต้องใช้เงินอีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นโครงการงานศิลปะ งานเพลง หรืออาจนำไปลงทุนในมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพื่อดึงดูดให้นักศึกษามาเรียนกันมากขึ้น

ซึ่งเป็นสิ่งที่ “เพชร” ถนัดมากกว่าการไปนั่งเป็นผู้บริหารที่ OSP..!!

น่าเสียดายที่ตอนนี้ OSP ไร้ผู้วิเศษไปซะแล้วน่ะสิ…

“ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ ที่จะเสกปราสาทงามให้เธอไม่มีฤทธิ์เดช ไม่มีราชรถเลิศเลอ…แต่ฉันมีใจพิเศษ จะพาเธอผ่านคืนนี้ไปฉันเป็นเพียงผู้ชาย คนนี้ที่มีใจมั่นรักเธอ”

อิ อิ อิ…