พาราสาวะถี

พยายามจะคุมรูปมวย รักษาอาการ แต่ทุกคำอธิบายของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจแต่การแก้ไขการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ มองมุมไหนก็เป็นการแก้ตัวไปทั้งสิ้น โดยเฉพาะต้นตอของการแพร่ระบาดไม่ยอมรับว่าเกิดจากสถานบันเทิงที่มีรัฐมนตรีของตัวเองเข้าไปเกี่ยวพันด้วย แม้ไม่ได้ไปแต่คนใกล้ชิดไป และที่สำคัญคือการเปิดให้บริหารยันสว่าง รวมกระทั่งมาตรการควบคุมตามกรอบเข้มข้นของกระทรวงสาธารณสุขที่ไม่ปฏิบัติตาม ถามหาความรับผิดชอบและคนรับผิดชอบจนถึงวันนี้ยังแถไปเรื่อย ๆ

อรชุน

พยายามจะคุมรูปมวย รักษาอาการ แต่ทุกคำอธิบายของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจแต่การแก้ไขการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ มองมุมไหนก็เป็นการแก้ตัวไปทั้งสิ้น โดยเฉพาะต้นตอของการแพร่ระบาดไม่ยอมรับว่าเกิดจากสถานบันเทิงที่มีรัฐมนตรีของตัวเองเข้าไปเกี่ยวพันด้วย แม้ไม่ได้ไปแต่คนใกล้ชิดไป และที่สำคัญคือการเปิดให้บริหารยันสว่าง รวมกระทั่งมาตรการควบคุมตามกรอบเข้มข้นของกระทรวงสาธารณสุขที่ไม่ปฏิบัติตาม ถามหาความรับผิดชอบและคนรับผิดชอบจนถึงวันนี้ยังแถไปเรื่อย ๆ

กรณีการเด้ง พันตำรวจเอกดวงโชติ สุวรรณจรัส ผู้กำกับสน.ทองหล่อ ลูกเขยของ พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. มีศักดิ์เป็นหลานเขยของ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ใช่เหตุที่จะมายกยอว่าเป็นมาตรฐานการทำงานที่สูงส่ง เพราะนี่เป็นการจำนนด้วยหลักฐานไม่ว่าลูกหลานใครก็ปล่อยผ่านไม่ได้ แต่แค่นั้นยังไม่พอ เจ้าของกิจการ รวมไปถึงคนที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

จะมาโบ้ยว่าไม่ใช่หน้าที่ที่จะต้องลงไปกำกับดูแลทุกระดับ แต่การกำกับนโยบายและมีมาตรการที่ชัดเจน เข้มงวดแล้ว เกิดการหละหลวม ก็เท่ากับว่าผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ในฐานะผู้บังคับบัญชาที่ผลแห่งการปฏิบัติของลูกน้องสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ย่อมปฏิเสธความรับผิดชอบไม่พ้น ผลแห่งการระบาดจากสถานบันเทิงย่านทองหล่อนั้น การสอบสวนโรคโดยกรมควบคุมโรคก็ยืนยันมาชัดเจนแล้วว่า ได้แพร่กระจายลุกลามไปถึง 71 จังหวัด

ดังนั้น การแก้ต่างของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจที่ถูกนักข่าวถามถึงเรื่องบุคลากรทางการแพทย์ติดโควิด-19 โดยพาดพิงไปถึงตำรวจ ทหารที่ต้องไปเสี่ยงในการดูแลการชุมนุมของกลุ่มต่าง ๆ นั้น ยิ่งเป็นการเข้ารกเข้าพงและแสดงให้เห็นว่าท่านผู้นำต้องการหาเศษหาเลยทางการเมืองโดยไม่มีความรับผิดชอบ ทั้งที่ โดยข้อเท็จจริงแล้วก็ชัดเจนเหลือเกินว่า การชุมนุมที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบัน ไม่เคยพบว่ามีใครติดเชื้อจากการเข้าร่วมแม้แต่รายเดียว

กรณีของการ์ดวีโว่ ที่เข้าไปร่วมชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมาก็ชัดเจนว่าติดเชื้อมาจากแฟนสาวที่ไม่เกี่ยวกับการชุมนุม ส่วนก่อนหน้านั้นที่มีข่าวว่าตำรวจติดโควิดก็เป็นการไปรับมาจากเพื่อนที่เสี่ยงอื่น ๆ ก่อนที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ในการคุมม็อบทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงอย่าพยายามที่จะตีกันหรือทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล เพราะหากถามหาความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว คนเหล่านั้นมีมากกว่าผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและบรรดาพวกสอพลอทั้งหลายเสียด้วยซ้ำไป

ไม่เพียงเท่านั้น ประเด็นของวัคซีนโควิด-19 ที่กลายเป็นเรื่องร้อนขึ้นมาจากการที่เจ้าสัวซีพีเรียกร้องให้มีการนำเข้าวัคซีนทางเลือกเพื่อช่วยรัฐบาลในการควบคุมสถานการณ์นั้น ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจก็ตอบคำถามตามสคริปต์ตามสูตร อ้างว่าไม่ได้ผูกขาดแต่เป็นการประเมินตามสถานการณ์ ซึ่งเรื่องนี้มีการทักท้วงมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า เมื่อเป็นโรคอุบัติใหม่และไม่มีใครกล้าการันตีว่าจะคุมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ การเล็งหาวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในหมู่ประชาชนนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด

การที่รัฐบาลแทงม้าตัวเดียวคือวัคซีนจากแอสตราเซเนกา โดยที่ตามแผนจะมีปริมาณวัคซีนหลักสิบล้านโดสได้ต่อเมื่อการผลิตของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ได้ดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ซึ่งไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เป็นไป ความจริงสิ่งที่เป็นการยอมรับว่าประเมินสถานการณ์ผิดพลาดก็มีให้เห็นมาแล้วหนหนึ่งเมื่อคราวคลัสเตอร์สมุทรสาคร ที่ตาลีตาเหลือกจัดซื้อวัคซีนจากซิโนแวค แต่ผู้มีอำนาจก็ยังไม่ตระหนักว่าจะต้องเร่งดำเนินการในเรื่องนี้

ไม่ต้องแจกแจงว่ามันไม่ง่ายเหมือนการซื้อยาทั่วไป ประชาชนเข้าใจดี แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือมันสะท้อนถึงปัญญาและวิสัยทัศน์ของคนเป็นผู้นำ เมื่อรู้อยู่แล้วว่ามีโอกาสที่จะเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ก็ต้องมีการเปิดทางเลือกอื่นเพิ่มเติม เหมือนที่ตั้งคณะกรรมการมาพิจารณาวัคซีนทางเลือก 10 ล้านโดสที่วันนี้ยังเป็นวุ้น ไม่เห็นความคืบหน้าอะไร ไม่ต้องพูดแล้วเรื่องความปลอดภัยของวัคซีน ในเมื่อหลายเจ้ามีการฉีดมาทั่วโลกแล้ว ย่อมเป็นเครื่องยืนยันในแง่ของผลข้างเคียงไปในตัว

มันเป็นไปได้อย่างไรว่าประเทศไทยประชาชนได้รับวัคซีนในอัตราส่วนที่น้อยกว่าเมียนมา ซึ่งมีปัญหาทางการเมืองในเวลานี้ หรือแม้แต่ประเทศอื่นในภูมิภาคที่คนในรัฐบาลพากันดูแคลนว่ามีความเจริญน้อยกว่าประเทศไทย แต่ในแง่ของวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศต่อการป้องกันและลดการสูญเสียจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 นำหน้าผู้นำจากไทยแลนด์ไปหลายก้าว ประเภทขยันแต่โง่โชว์แต่ว่าคิดรอบด้านทำอย่างเป็นระบบ แล้วผลลัพธ์ออกมาได้แค่นี้ คงไม่ต้องให้บอกว่าควรจะพิจารณาตัวเองอย่างไร

เห็นด้วยกับ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ยืนยันว่าเจ้ากระทรวงคุณหมอคนนี้ไม่เคยสั่งให้ปิดข่าว ยำข่าว ซ่อนข่าว หรือว่าปรุงแต่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 มีอะไรบอกให้หมด เพราะเชื่อว่าประชาชนมีสิทธิรับทราบสถานการณ์ของการระบาดโควิดมากพอ ๆ กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการป้องกันการฟุ้งกระจายของข้อมูลและการตื่นตระหนกของประชาชน แต่สิ่งที่อยากจะเห็นคือ แล้วจะให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้อยู่ในระบบของกระทรวงพูดไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างไร

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า หลายข้อมูลที่แพร่กระจายในโซเชียลนั้น ล้วนแต่อ้างอิงจากบุคลากรที่มีต้นทุนทางสังคมทั้งสิ้น โดยในบางเรื่องไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกับที่กระทรวงสาธารณสุขสื่อสาร ตรงนี้ต่างหากที่ต้องขอความร่วมมือ หรือจะประสานเพื่อให้มีการสื่อสารที่ไปในทิศทางเดียวกัน เอาแค่ว่ากรณีของสายพันธุ์อังกฤษเวลานี้ แพร่ระบาดเร็ว ส่งผลต่ออาการของผู้ป่วยรุนแรงและเสียชีวิตมากน้อยขนาดไหน ยังไปคนละทาง ถ้ายังบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ การจะลดความหวั่นไหว หวาดกลัวของประชาชนย่อมทำไม่ได้ด้วยเช่นเดียวกัน