
“อีสท์สปริง” ชี้จังหวะสะสมหุ้นไทย ผ่านกองทุน ES-THAICG รับแรงหนุนเศรษฐกิจ
บลจ.อีสท์สปริง แนะจังหวะลงหุ้นไทยคุณภาพผ่านกองทุน ES-THAICG มองหุ้นธรรมาภิบาลแข็งแกร่ง รับประโยชน์จาก ThailandValue-Up และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
นายยิ่งยง เจียรวุฑฒิ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง เปิดเผยว่า บลจ.อีสท์สปริง ขอเสนอกองทุนเปิดอีสท์สปริง หุ้นธรรมาภิบาลไทย (ES-THAICG) ซึ่งเป็นหนึ่งกองทุนที่อาจเป็นทางเลือกที่ดีในช่วงตลาดทุนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Value-Up” โดยกองทุนนี้มีนโยบายการลงทุนในตราสารแห่งทุนไทย เน้นลงทุนบริษัทที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี
รวมถึงบริษัทที่ได้รับการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมปฎิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (CAC) ซึ่งการพิจารณาการกำกับดูแลกิจการที่ดีอาจพิจารณาจากการจัดอันดับ CG Scoring ของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือหน่วยงานอื่นใดที่เกี่ยวข้องโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
สำหรับพอร์ตของกองทุน ES-THAICG มีการจัดสรรการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก ประกอบด้วย 1.พลังงานและสาธารณูปโภค 24.52% 2. ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 22.33% 3.ธนาคาร 15.58% 4.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 11.30% และ 5.พาณิชย์ 6.23% ส่วนหลักทรัพย์ที่มีการลงทุน 5 อันดับแรก ประกอบด้วย 1.บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) หรือ DELTA 22.08% 2.บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) หรือ PTT 8.77% 3.บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จํากัด (มหาชน) หรือ GULF 7.74% 4.บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC 7.24 % 5.บริษัท ปตท. สํารวจและผลิตปิโตรเลียม จํากัด (มหาชน) หรือ PTTEP 4.19%
“ในมุมมองของการลงทุนตลาดหุ้นไทยอาจเป็นหนึ่งในตลาดที่ถือว่ายังถูกในเอเชียถ้าดูบน P/B หรืออัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี ปัจจุบัน SET อยู่ที่ประมาณ 1.52 เท่า ขณะที่หุ้นเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นอยู่ที่ 2.21 เท่า สะท้อนว่าหุ้นไทยถูกกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคบนฐานทรัพย์สินราว 31% ส่วนเงินปันผล (dividend yield) SET ให้ผลตอบแทนประมาณ 3.64% ขณะที่เอเชียให้ผลตอบแทนเพียง 1.95% ซึ่งประเทศไทยจ่ายปันผลมากกว่าเกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ยของเอเชีย ทำให้ไทยอาจเป็นหนึ่งในตลาดที่นักลงทุนสนใจในฐานะตลาดที่ให้ปันผลดีในราคาที่เหมาะสม” นายยิ่งยง กล่าว
นายยิ่งยง กล่าวว่า ในโลกการลงทุนที่เต็มไปด้วยความผันผวน นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจลงทุนใน ‘บริษัทที่มีคุณภาพ’ มากกว่าบริษัทที่โตเร็วแต่เปราะบาง สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ตลาดทุนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ Thailand ” Value-Up ” () (SET)Corporate Value-Up JUMP+ JUMP+ 143 50–100 จากการที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันเปิดตัวโครงการ และ อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็น 2 โครงการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับศักยภาพ ส่งเสริมธรรมาภิบาล และเพิ่มมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนไทยในระยะยาว เพื่อดึงดูดความเชื่อมั่นจากนักลงทุน
ทั้งนี้ โครงการ ได้รับการตอบรับเกินเป้าหมาย โดยมีบริษัทจดทะเบียนสมัครเข้าร่วมแล้ว บริษัท จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้เพียง บริษัทนอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อให้กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน หรือ Thai ESG Fund JUMP+ (Corporate Governance Report :CGR) 90 CG 2569 สามารถลงทุนในหุ้นของบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ และได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียน ตั้งแต่ คะแนนขึ้นไปได้ ซึ่งหมายความว่าบริษัทที่มีคะแนน ดีอาจมีเม็ดเงินจากการลงทุนใหม่เพิ่มขึ้น เมื่อประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง
คาดว่าการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเร่งตัวขึ้น ทำให้เกิด “catch-up quarter” (ไตรมาสแห่งการเร่งฟื้นตัว) ซึ่งถือเป็นโอกาสสะสมหุ้นคุณภาพเพราะเงินลงทุนจากต่างชาติอาจไหลกลับ ซึ่งหุ้นขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพใน Thai CG อาจได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์ดังกล่าว
