KTB ชี้เงินบาทยังเสี่ยงอ่อนค่า จับตาเจรจาหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่านกำหนดทิศทาง

KTB มองตลาดการเงินโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ตะวันออกกลางและข้อมูลแรงงานสหรัฐฯ ส่งผลให้เงินบาทมีโอกาสแกว่งตัวทั้งแข็งค่าและอ่อนค่า ขณะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ขยับเข้าใกล้ 4.50% แนะนักลงทุนเพิ่มเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงรับมือความผันผวน พร้อมจับตาเจรจาหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่านกำหนดทิศทางตลาด


นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ตลาดการเงินโลกยังเผชิญความผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับ 4.48% อีกครั้ง แม้ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดจะออกมาผสมผสานและช่วยชะลอแรงปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์ได้บางส่วนก็ตาม

ทั้งนี้ Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงมุมมองว่า บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี มีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยหากบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นเหนือระดับ 4.50% จะถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจสำหรับการทยอยเข้าลงทุนในพันธบัตรระยะยาวทั้งของสหรัฐฯ และไทย เนื่องจากประเมินว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายลงและเงินเฟ้อสหรัฐฯ ไม่เร่งตัวสูงขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในปี 2569 ก่อนเริ่มทยอยลดดอกเบี้ยในปี 2570 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง

สำหรับตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้นจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับใกล้ 99.5 จุด ขณะที่ราคาทองคำเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ จนทำให้ราคาทองคำปรับลดลงกลับมาเคลื่อนไหวบริเวณ 4,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ในส่วนของค่าเงินบาท มองว่ายังคงเผชิญความเสี่ยงแบบ Two-way Risk หรือมีโอกาสเคลื่อนไหวได้ทั้งแข็งค่าและอ่อนค่า ขึ้นอยู่กับผลการเจรจาหยุดยิงในตะวันออกกลาง รวมถึงรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่จะประกาศออกมาในระยะนี้ โดยหากตัวเลขการจ้างงานออกมาต่ำกว่าคาด เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นบ้างสู่กรอบ 32.50-32.60 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากข้อมูลตลาดแรงงานออกมาดีกว่าคาด อาจหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อ และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบระดับ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามยังคงเป็นพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งพร้อมส่งผลต่อทิศทางตลาดการเงินโลกได้ตลอดเวลา ทำให้ค่าเงินบาทและสินทรัพย์การเงินต่างๆ ยังมีแนวโน้มผันผวนสูงในระยะสั้น โดยแนะนำให้นักลงทุนและผู้ประกอบการใช้กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงที่หลากหลาย โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือ Options ควบคู่กับการวิเคราะห์สถานการณ์ในหลายรูปแบบ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูงของตลาดการเงินโลกในปัจจุบัน

Back to top button