
KKP เปิดกอง ESG ลุยหุ้นยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ลงทุนเริ่มต้น 1 พันบาท
บลจ.เกียรตินาคินภัทร เปิดตัวกองทุน KKP ESG US500-UH ลงทุนหุ้นใหญ่สหรัฐฯ คัดกรอง ESG เริ่มต้น 1,000 IPO 3 – 9 พฤศจิกายน 2569
นายยุทธพล ลาภละมูล กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เสนอขายกองทุนเปิดเคเคพี ESG US500 – UNHEDGED (KKP ESG US500-UH) เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ ผ่านกลยุทธ์การลงทุนเชิงรับ (Passive Management) โดยมุ่งสร้างผลตอบแทนให้สอดคล้องกับดัชนี S&P 500 Scored & Screened Index ซึ่งผสานปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้ากับการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ
โดยอาศัยข้อมูลและความเชี่ยวชาญด้าน ESG จาก S&P Global ในการคัดเลือกและกำหนดน้ำหนักการลงทุนในหลักทรัพย์ โดยยังคงรักษาสัดส่วนการลงทุนในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมให้ใกล้เคียงกับดัชนี S&P 500 เดิม เปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 3–9 พฤศจิกายน 2569 ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท ทั้งนี้ กองทุนเป็นชนิดหน่วยลงทุนที่ไม่ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
นายยุทธพล กล่าวว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯยังคงมีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว จากการเป็นแหล่งรวมบริษัทชั้นนำระดับโลกที่มีความสามารถในการแข่งขันและการขับเคลื่อนการเติบโตผ่านนวัตกรรม ขณะเดียวกัน การนำปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มาใช้คัดกรองหลักทรัพย์ เป็นอีกแนวทางที่ช่วยให้ผู้ลงทุนประเมินความเสี่ยงและความยั่งยืนของธุรกิจได้รอบด้านมากขึ้น กองทุน KKP ESG US500-UH จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับการกระจายการลงทุนมาในหุ้นสหรัฐฯขนาดใหญ่ที่คำนึงถึงความยั่งยืนควบคู่กันไป
กองทุน KKP ESG US500-UH (ระดับความเสี่ยง 6) เป็นกองทุนรวมประเภท Feeder Fund ที่ลงทุนในกองทุนหลัก Invesco S&P 500 Scored & Screened UCITS ETF ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนรวมสุทธิ (Net Total Return) ให้สอดคล้องกับดัชนี S&P 500 Scored & Screened Index
ซึ่งสะท้อนผลการดำเนินงานของหลักทรัพย์ที่ผ่านเกณฑ์ด้านความยั่งยืน (Sustainability Criteria) โดยยังคงสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมโดยรวมให้ใกล้เคียงกับดัชนี S&P 500 Index ทั้งนี้ กองทุนหลักมีข้อได้เปรียบจากโครงสร้างของ ETF ที่ลงทุนผ่านสัญญา Swap ซึ่งอ้างอิงผลตอบแทนของดัชนีก่อนหักภาษีเงินปันผล (Gross Return) ทำให้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนรวมได้สูงกว่าดัชนีที่มีผลตอบแทนหลังหักภาษี (Net Total Return) ที่ Passive ETF ทั่วไปมักใช้อ้างอิง

