ตีตก 65 บ.ตลอดสาย! ศาลชี้ กทม.เคาะราคา “สายสีเขียว” ไม่ได้

"ศาลปกครองกลาง" เพิกถอดประกาศ กทม. กำหนดราคารถไฟฟ้าสายสีเขียวตลอดสาย 65 บาท เหตุไม่ปฏิบัติตามมติ ครม. เนื่องจากเป็น "บริการสาธารณะข้ามจังหวัด" ต้องให้คมนาคมร่วมพิจารณาด้วย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (12 เม.ย.66) ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 15 มกราคม 2564 เรื่องการกำหนดค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ออกประกาศดังกล่าว

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย และพวกรวม 6 คน ยื่นฟ้อง กรุงเทพมหานคร (กทม.) และผู้ว่าฯ กทม. เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 และ 2 ขอให้ศาลฯ มีคำพิพากษาเพิกถอน หรือยกเลิกประกาศ เรื่อง การกำหนดค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ลงวันที่ 15 มกราคม 2564 และให้สั่งระงับการดำเนินการใดๆ ตามประกาศฯ คือ การปรับขึ้นค่าโดยสารไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่ง หรือคำพิพากษาถึงที่สุด

ทั้งนี้ ศาลปกครองกลาง มีคำวินิจฉัยว่า แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติรับรองให้ กทม.ซึ่งเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระ แต่การใช้อำนาจบริหารราชการและการจัดทำบริการสาธารณะของ กทม. แต่ผู้ว่าฯ กทม.ก็ยังต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลตามหลักการกระจายอำนาจทางปกครองของรัฐ

การจัดเก็บค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งแม้จะอยู่ในความรับผิดชอบของ กทม. และเป็นอำนาจของผู้ว่าฯ กทม.ที่สามารถกระทำได้ แต่เมื่อปรากฏว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวมิได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ใน กทม.เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงพื้นที่เขตปริมณฑล และเป็นโครงการที่รัฐบาลกำหนดไว้ในแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางใน กทม.และปริมณฑล นอกจากนี้ยังมีโครงการระบบขนส่งมวลชนโดยรถไฟฟ้าสายอื่นๆ อันเป็นบริการสาธารณะที่รัฐจัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์บรรเทาปัญหาการจราจรและเพิ่มทางเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพให้กับประชาชนลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญให้การจราจรติดขัด

ดังนั้นเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านขนส่งมวลชนของรัฐเกิดการบูรณาการทางด้านการเดินรถให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้ใช้บริการในการเดินทาง การกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมเป็นธรรมของโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ การจัดเก็บค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวของ กทม.จึงต้องพิจารณาโดยภาพรวมให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนผู้ใช้บริการ

ดังนั้น กทม.จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมติครม. วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 คือ ต้องบูรณาการร่วมกับกระทรวงคมนาคมในการกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสม เป็นธรรม ไม่ก่อให้เกิดภาระต่อประชาชนผู้ใช้บริการมากเกินไป ทั้งต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ตามความเห็นกระทรวงการคลัง รวมทั้งพิจารณากำหนดค่าโดยสารให้เหมาะสมสอดคล้องกับค่าครองชีพของผู้ใช้บริการด้วย เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนคดีไม่ปรากฏว่า ก่อนการดำเนินการออกประกาศเพื่อกำหนดอัตราค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว กทม.โดยผู้ว่าฯ กทม.ได้ดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลัง ในการพิจารณากำหนดอัตราค่าโดยสารตามที่ครม.มอบหมาย กรณีนี้จึงเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนที่ กทม.อ้างว่า ได้ปฏิบัติตามมติ ครม.วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำให้การของ กทม.และผู้ว่าฯ กทม.เป็นกรณีการตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานที่มี รมช.คมนาคม เป็นประธานคณะกรรมการเพื่อทำการศึกษาบูรณาการเกี่ยวกับการรับโอนและบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยไม่ปรากฏว่า กทม.ได้ร่วมกับกระทรวงคมานคม พิจารณากำหนดอัตราค่าโดยสารตามที่. ครม.มอบหมายแต่อย่างใด ข้ออ้างดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ระหว่างการพิจารณาคดี กทม.ได้ออกประกาศลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 ให้เลื่อนการจัดเก็บค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวออกไปก่อน และปัจจุบันยังไม่มีการจัดเก็บค่าโดยสารตามประกาศพิพาทก็ตาม แต่กรณีก็ย่อมจะเห็นได้ว่าประกาศกรุงเทพมหานคร ฉบับลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 ดังกล่าวไม่ได้มีผลเป็นการยกเลิก หรือเพิกถอนประกาศที่พิพาท ซึ่งเป็นเหตุแห่งความเดือดร้อนหรือเสียหาย อันเป็นเหตุแห่งคดีพิพาทจึงยังไม่หมดสิ้นไป การแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายจึงต้องมีคำบังคับของศาล

ส่วนที่ กทม.อ้างว่า การบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้น กทม.มีภาระหนี้สินจำนวนมากที่ค้างจ่ายกับเอกชน อีกทั้งไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล หากไม่ได้รับการแก้ไขย่อมส่งผลกระทบต่อการจัดบริการสาธารณะด้านขนส่งมวลชนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวต้องหยุดชะงัก จึงจำเป็นต้องออกประกาศผิดพลาดเพื่อเรียกเก็บค่าโดยสารจากผู้ใช้บริการนั้นเห็นว่า แม้ กทม.จะมีอำนาจตามกฎหมายในการเรียกเก็บค่าบริการสำหรับการให้บริการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะในส่วนของที่กทม.รับผิดชอบได้

แต่เมื่อ ครม.มีมติมอบหมายให้ กทม.ต้องบูรณาการร่วมกับกระทรวงคมนาคม เพื่อกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมเป็นธรรม ไม่ก่อให้เกิดภาระต่อประชาชน ผู้ใช้บริการเกินสมควรเร่งรัดและพิจารณาการใช้ระบบตั๋วร่วมให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ดังนั้นการดำเนินโครงการรถไฟสีเขียว เฉพาะในส่วนนี้จึงต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ภาระหนี้สินจำนวนมากที่อ้างนั้นอาจเกิดจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องหรือเชื่อมโยงกัน เช่น การบริหารสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก การเจรจาต่ออายุสัมปทาน การแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างรัฐกับเอกชนผู้รับสัมปทาน การจัดทำร่างสัญญาสัมปทานฉบับแก้ไข ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลและ กทม.ต้องพิจารณาแก้ไขร่วมกันต่อไป โดยปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์สูงสุดของรัฐและประชาชน โดยคำนึงถึงหลักความได้สัดส่วนระหว่างประโยชน์สาธารณะ หรือประโยชน์ส่วนรวมที่จะได้รับ กับภาระ หรือผลกระทบที่จะเกิดกับเอกชนประกอบกันด้วย.

Back to top button