WHA ปักธงรายได้ปี 67 “ออลไทม์ไฮ” เป้าขายที่ดิน 2,275 ไร่ ดัน 4 ธุรกิจสู่เทคคอมพานี

WHA ปักธงรายได้ปี 67 “ออลไทม์ไฮ” เติบโตกว่า 10% หลังตั้งเป้ายอดขายที่ดินไทยและเวียดนาม 2,275 ไร่ พร้อมดัน 4 กลุ่มธุรกิจหลักสู่ Technology Company ครบวงจร ผ่านการทรานสฟอร์มธุรกิจสู่ดิจิทัล และกางแผน 5 ปีปั้นรายได้รวมสู่ 1 แสนล้านบาท พร้อมรักษา EBITDA ให้อยู่ในระดับ 40% สร้างการเติบโตยั่งยืน


นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2567 จะทำออลไทม์ไฮอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้ในปีนี้เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% และยังคงเดินหน้าพัฒนาโซลูชันทางธุรกิจและอุตสาหกรรมเพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ และร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้ประเทศไทย

โดยบริษัทฯ มีความุ่งมั่นยกระดับองค์กรในทุกมิติเพื่อบรรลุเป้าหมายในการก้าวสู่การเป็น Technology Company อย่างเต็มตัวในปี 2567 ด้วยกลยุทธ์ AI Transformation ภายใต้ภารกิจ “Mission To The Sun” ที่มีมากกว่า 40 โปรแกรม และต่อยอดโครงการ Digital Transformation ที่มีอยู่กว่า 38 โครงการ ตั้งแต่โครงการทรานสฟอร์มธุรกิจสู่ดิจิทัลต่าง ๆ พัฒนาให้บริษัทสู่การเป็น Circular Economy 100% ของทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ประกอบกับมองหาโอกาสและพันธมิตรใหม่ๆ ซึ่งบริษัทได้จับมือกับพันธมิตรระดับโลกมาโดยตลอดสะท้อนความเชื่อมั่นต่อกลุ่มธุรกิจ WHA

ทั้ง 4 แกนธุรกิจหลักสำคัญของ WHA ในปี 2567 ประกอบด้วย Extend Leadership เร่งขยายธุรกิจต่อเนื่องทั้งในประเทศและตลาดภูมิภาค Embrace Innovation and Technology นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ๆ ที่เป็น New S-curve ให้กับองค์กร Enhance the Prominence on Green and Sustainability เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ในปี 2593 (Net-Zero 2050) และ Build High-Performance Organization ด้วยการพัฒนายกระดับด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้เป็นองค์กรสมรรถนะสูง

ธุรกิจโลจิสติกส์  (WHA Logistic) ในปี 2566 เติบโตอย่างโดดเด่น โดยลงนามสัญญาเช่าโครงการ Built-to-Suit และโรงงาน/คลังสินค้าเพิ่มเติมรวมทั้งสิ้น 242,000 ตารางเมตร ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เป็นผลมาจากการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้มีพื้นที่คลังสินค้าภายใต้การถือครองและบริหารทั้งหมด 2,945,000 ตารางเมตร นอกจากนี้ ยังมีการขายสิทธิการเช่า ทรัพย์สินให้กับกองทรัสต์ WHART จำนวน 142,900 ตารางเมตร คิดเป็นมูลค่ารวม 3,566 ล้านบาท

รวมถึงการเข้าซื้อหุ้นของบริษัท จีซี โลจิสติกส์ โซลูชันส์ จำกัด (GCL) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ในสัดส่วน 50% มูลค่า 2,640 ล้านบาท เป็นอีกความสำเร็จหนึ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยการลงทุนดังกล่าว เป็นการผสานความเชี่ยวชาญ และความเป็นผู้นำในตลาดของทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกัน

โดยมีอีก 1 โครงการธุรกิจที่สำคัญ คือ โครงการ Green Logistics ที่พัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนและเร่งการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในภาคขนส่งของประเทศ ซึ่งกลุ่มบริษัทฯ จะมีการให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จ และพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการยานยนต์ไฟฟ้ารวมถึงแบตเตอรี่ ทั้งนี้ ในปี 2566 มีลูกค้า เซ็นสัญญาเช่าซื้อยานยนต์ไฟฟ้า จำนวน 25 คัน และตั้งเป้าหมายที่จะเซ็นสัญญาเพิ่มอีก 1,000 คัน ในปี 2567

สำหรับการเติบโตในปี 2567 นี้ บริษัทฯ วางเป้าหมายส่งมอบโครงการและสัญญาใหม่เพิ่มขึ้น 200,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นประเทศไทย 165,000 ตารางเมตร และเวียดนาม 35,000 ตารางเมตร และคาดการณ์ว่าสินทรัพย์รวมภายใต้กรรมสิทธิ์และการบริหารจะเพิ่มถึงระดับ 3,145,000 ตารางเมตร นอกจากนี้ ยังมีแผนการขายสิทธิการเช่าทรัพย์สินให้กับกองทรัสต์ WHART และ WHAIR รวมทั้งสิ้นประมาณ 213,000 ตารางเมตร คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,290 ล้านบาท

ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม (WHA Industry) ในปี 2566 บริษัทฯ มียอดขายที่ดินรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 2,767 ไร่ แบ่งเป็นประเทศไทย 1,986 ไร่ และเวียดนาม 781 ไร่ ไฮไลต์สำคัญคือการลงนามในสัญญาซื้อขายที่ดินกับฉางอาน ออโต้ เซ้าท์อีส เอเชีย หนึ่งในกลุ่มยานยนต์ชั้นนำ 4 กลุ่มของจีน จำนวน 250 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรม ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 และการลงนามในสัญญาเช่าที่ดินในเวียดนามกับฟู่ วิง อินเตอร์คอนเนค เทคโนโลยี (เหงะอาน) ในเครือฟ็อกซ์คอนน์ อินเตอร์คอนเนค เทคโนโลยี ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดของโลก จำนวน 300 ไร่ ส่งผลให้ในปี 2566 บริษัทฯ สามารถทำยอดขายที่ดินสูงกว่าเป้าหมายถึง 58% อยู่ที่ 2,767 ไร่

ขณะที่ปี 2567 บริษัทฯ มีโครงการพัฒนานิคมฯ ใหม่และขยายนิคมฯ ในประเทศไทยรวม 7 โครงการ บนพื้นที่รวมเกือบ 10,000 ไร่ ในช่วง 4 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลให้มีพื้นที่นิคมฯ รวมกว่า 52,000 ไร่ ในปี 2570 โดยบริษัทฯยังคงมุ่งพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์อัจฉริยะ (Smart ECO Industrial Estate) อย่างต่อเนื่อง โดยขยายขีดความสามารถให้ครอบคลุม 6 องค์ประกอบสำคัญ ภายใต้การบริหารจัดการโดยศูนย์ควบคุมกลาง (Unified Operation Center) และต่อยอดการเป็น Total Solutions Partner และในประเทศเวียดนาม นอกจากเขตอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล โซน 1 – เหงะอาน ซึ่งเฟส 1ประสบความสำเร็จอย่างมากมีผู้เช่าไปแล้วกว่า 77% และอยู่ระหว่างการพัฒนาเฟส 2 บริษัทฯ ยังมีแผนการที่จะขยายเขตอุตสาหกรรมอีก 3 โครงการ บนที่ดินรวมกว่า 22,813 ไร่  ส่วนเฟส 3 อยู่ในระหว่างการเร่งขอ RCC เพื่อจะเข้าไปส่งมอบพื้นที่

สำหรับเป้าหมายในปี 2567 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายที่ดินทั้งในประเทศไทยอยู่ที่ 1,650 ไร่ และในเวียดนามรวมอยู่ที่ 625 ไร่ รวมเป็น 2,275 ไร่ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายในปี 2566 ที่ตั้งไว้ 1,750 ไร่ โดยบริษัทมียอดขายต่อ Market Share ติดอันดับสูงสุดในตลาดไทย และได้รับความเชื่อมั่นจากรัฐบาลเวียดนามเสมอมา และได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ คาดการณ์รายได้จะเติบโตได้มากกว่า 50% โดยเป็นการเติบโตอย่างโดดเด่น รับนโยบายรัฐบาลจากการกระตุ้นการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในไทย

ธุรกิจสาธารณูปโภค (WHAUP) ดำเนินการจัดการด้านน้ำและพลังงาน เป็นการเติบโตจากการขยายธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรมและนอกนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงในเวียดนาม โดยมีปริมาณยอดขายน้ำและบำบัดน้ำเสียในประเทศไทยรวม 121 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นการเติบโต 4% ปริมาณยอดขายน้ำดิบ 32 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 24% และปริมาณจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่ม 6 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 6%  ขณะที่ปริมาณยอดขายและบริหารน้ำในเวียดนาม อยู่ที่ 34 ล้านลูกบาศก์เมตร เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 18%

โดยในปี 2567 บริษัทตั้งเป้ายอดการจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำรวมที่ 178 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นภายในประเทศ 142 ล้านลูกบาศก์เมตร และในเวียดนาม 36 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 14% จากการขยายการให้บริการน้ำทุกประเภทในโครงการนิคมใหม่ๆ ของ WHA และนอกนิคมของ WHA รวมถึงความต้องการน้ำของลูกค้าในเวียดนามที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นธุรกิจผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่ม โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงเดินหน้าพัฒนา Smart Water Platform และมองหาโอกาสขยายธุรกิจใหม่ๆ อาทิ โซลูชันสิ่งแวดล้อม และสาธารณูปโภคสำหรับอุตสาหกรรมอื่นๆ

นอกจากนี้ บริษัทยังมีโปรเจคใหม่ๆที่กำลังดำเนินการในปี 2567 ได้แก่ โปรเจค WHAIER ที่จะเริ่มดำเนินการ COD ในไตรมาส 2/2567 และโครงการ WHA จังหวัดระยอง เบื้องต้นคาดการณ์ว่าจะสามารถ COD ได้ในไตรมาส 4/2567 ส่วนโครงการท่อน้ำใหม่ๆ ได้แก่ WHA ESIE3 P3 จะเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 2/2567 และส่วนขยายโครงการ WHA ESIE4 คาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างในปี 2568

สำหรับธุรกิจไฟฟ้า (พลังงาน) มุ่งเน้นไปที่พลังงาน Renewable energy ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนในการพัฒนาโซลูชันด้านพลังงาน โดยในปี 2566 ที่ผ่านมาบริษัทฯ มีการเซ็นสัญญาโครงการโซลาร์รูฟท็อปเพิ่ม 42 สัญญา หรือเท่ากับ 50 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ ยังได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้สิทธิ์เป็นผู้พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) เฟส 1 จำนวน 5 โครงการ โดยมีกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้น 125.4 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ ในปี 2567 บริษัทฯ จะเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันพลังงาน ได้แก่ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า  แพลตฟอร์มการซื้อขายพลังงานไฟฟ้า รวมถึงลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2590 พร้อมตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสะสมที่ลงนามแล้วเป็น 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะมาจากพลังงานหมุนเวียน 453 เมกะวัตต์ โดยเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) 283 เมกะวัตต์

ธุรกิจดิจิทัล (Digital) บริษัทมุ่งเป้าหมายพัฒนา 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจ Healthcare โดยจะเปิดให้บริการในเดือนกุมภาพันธ์นี้ และ Super Diver App เพื่อส่งเสริมแนวทางโครงการ Green Logistics แอพพลิเคชั่นสำหรับจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า, ติดตามการควบคุมและวิเคราะห์แง่มุมต่างๆ ของการดำเนินงาน EV รวมถึงตรวจหาที่ชาร์จรถ EV ได้อัตโนมัติ และทำ Roaming ได้ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเปิดให้บริการภายในเดือนพฤษภาคมนี้

ส่วนแผนกลยุทธ์ของบริษัทฯในอีก 5 ปีข้างหน้า (ปี 2567-2571) บริษัทจัดสรรงบลงทุนราว 78,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 10,000 ล้านบาท ผลักดันรายได้รวม 5 ปีสู่ระดับ 1 แสนล้านบาท พร้อมรักษา EBITDA ให้อยู่ในระดับ 40% สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กับการบรรลุเป้าหมายภายใต้พันธกิจ WHA: WE SHAPE THE FUTURE ในการสร้าง สังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนพัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังคงตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ตามหลัก ESG เพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2593 (Net Zero 2050) โดยในปี 2573 บริษัทมุ่งเน้นการลดใช้น้ำมันและไฟฟ้าของกลุ่มบริษัทมากขึ้น และเริ่มหันมาใช้รถ EV ภายในกลุ่มบริษัทให้มากขึ้น พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพและติดตั้งแผง Solar ใช้ภายในนิคมฯเอง ส่วยภัยแล้งที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นนั้น บริษัทได้ประสานงานกับทางรัฐเพื่อเตรียมพร้อมและสำรองไว้เรียบร้อยแล้ว ประกอบกับมีการรีไซเคิลน้ำมากขึ้น ทำให้บริษัทสามารถจัดการทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าและในปี 2538 บริษัทมุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้มากที่สุดในกระบวนการผลิต

นางสาวจรีพร กล่าวทิ้งท้าย บริษัทมีความเชื่อมั่นว่า ไทยจะเป็น EV ฮับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ จากการดึงแบรนด์ใหญ่ๆระดับโลกเข้ามาลงทุนที่เมืองไทยแล้ว ส่งผลให้มี Supply Chain ตามเข้ามา รวมถึงบริษัทที่เข้ามาลงทุนกับ WHA ได้ทยอยเริ่มการผลิตแล้วในไตรมาสแรกปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นตัว MG BYD รวมถึง ฉางอัน ที่บริษัทดึงเข้ามาในปีที่แล้ว ก็ได้เริ่มเร่งกำลังการผลิต ส่งผลให้ธุรกิจแบตเตอร์รี่ รวมถึง อาร์อี 100 จากการใช้พลังงานสะอาด 100% นั้นจะมีดีมานด์ตามเข้ามา

ส่วนโครงการเเลนด์บริดจ์ (LandBridge) บริษัทมีความพร้อมที่เข้าไปสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมองว่าเป็นท่าเรือสำคัญในเรื่องการส่งออก ซึ่งประเทศไทยเรานั้น มีภูมิภาคที่ดีมากทางตอนใต้ จะผลักดันให้เป็นธุรกิจทางด้าน Industry  sector ทำให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือ Southern Economic Corridor ที่ต่างชาติและไทยเกิดการสร้างฐานการผลิตที่นี่ได้ และนี่คือสิ่งที่ดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก

Back to top button