7 โบรกเชียร์ “ซื้อ” NER ชี้กำไรปี 67 สดใส รับราคายางพุ่ง เคาะเป้าสูง 6.90 บาท

7 โบรกประสานเสียง “ซื้อ” NER แนวโน้มปี 67 สดใส รับอานิสงส์ราคายางพุ่ง พ่วงแผนการสร้างโรงงานใหม่คาดหนุนยอดขายทะลุ 5 แสนตันตามเป้า โดยให้ราคาเป้าหมาย 6.10-6.90 บาท


บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER เปิดเผยว่า บริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ประสานเสียงแนะนำซื้อหุ้น NERโดยอย่างเช่น บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า รายงานกำไรปกติไตรมาส 4/66 ที่ 430 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.20% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อาจต่ำกว่าคาดการณ์ 12%  จาก SG&A ที่สูงกว่าคาด ทั้งจากค่าใช้จ่ายในการขายที่สูงกว่าคาดการณ์ 25% เป็นผลจากสัดส่วนรายได้จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเป็น 35% จาก 28% ในไตรมาส 3/66 โดยรายได้จากการส่งออกเติบโต 44.20% จากไตรมาสก่อนหน้า

ขณะที่รายได้ในประเทศเติบโต 6.70% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นตามปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมช่วงปลายปี สำหรับปี 66 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 462 ล้านบาท ดีกว่าตลาดคาดการณ์ที่ 420-430 ล้านบาท

ทั้งนี้ รายได้ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ โดยปริมาณขาย และราคาขายเฉลี่ยใกล้กับที่คาดการณ์ รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ใกล้กับที่คาดไว้เช่นกัน  สำหรับปริมาณขายอยู่ที่ 127,574 ตัน เพิ่มขึ้น 13.5% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 7.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 51.8 บาท/กิโลกรัม เพิ่มขึ้น 3.4% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และ GPM อยู่ที่ 11.3%  ส่วนกำไรปกติทั้งปี 2566 อยู่ที่ 1,582 ล้านบาท ลดลง 14.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และประกาศจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งหลังของปี 66 เท่ากับที่คาดไว้ที่ 0.29 บาท โดยขึ้น XD วันที่ 22 เม.ย. และให้ผลตอบแทน 5.0%  แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 6.90 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ฝ่ายวิเคราะห์กลับมาจัดทำบทวิเคราะห์หุ้น NER โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 6.80 บาท จาก 3 ปัจจัยหลักคือ 1) ราคายางกลับมาเป็นขาขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4/66 และจะทรงตัวสูงในปี 2567 หนุนโดย El Nino ทำให้ผู้ผลิตเร่งสต็อกยาง จากความกังวลปริมาณวัตถุดิบลดลง, Global EVs trend ทำให้จีนนำเข้ายางสูงขึ้น (21% ของรายได้รวมของบริษัทมาจากจีน)ในขณะที่บริษัท Goodyear ผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่โลกชี้ว่ายางรถ EVs จะเสื่อมสภาพเร็วกว่ารถสันดาปถึง 30% เนื่องจากน้ำหนักแบตเตอรี่รถ EVs และระบบเร่งและเบรกที่เร็วกว่า, 2) แผนสร้างโรงงานแห่งใหม่จะช่วยหนุนการเติบโตระยะยาว โดยจะเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ปี 68 ซึ่งเฟสแรกจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้น 34% และ 3) แนวโน้มผลการดำเนินงานงวดแรกของปี 67 จะเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากงวดครึ่งปีหลัง หลังบริษัทสามารถ secure คำสั่งซื้อไว้เกือบทั้งหมดแล้ว

โดยฝ่ายวิเคราะห์ประเมินกำไรปกติปี 67 ที่ 1.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กลับมาฟื้นตัวในรอบ 3 ปี ได้อานิสงส์หลักจากราคาขายที่ปรับตัวขึ้นตามทิศทางราคายางธรรมชาติ ส่งออกโดยรวมฟื้นตัวโดยเฉพาะจีนและการขยายลูกค้ารายใหม่ ขณะที่แนวโน้มกำไรปกติในไตรมาส 1/67 จะเติบโตต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อนหน้า

ทั้งนี้ ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น และ outperform SET เพิ่มขึ้น 37% ใน 6 เดือน อานิสงส์ราคายางปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งโดยปกติราคาหุ้น NER และราคายางมี correlation ค่อนข้างสูงราว 0.6 เท่า โดยฝ่ายวิเคราะห์มองว่าราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นปัจจุบัน โดยเพิ่มขึ้น 40-50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จะเป็นปัจจัยหนุนต่อผลการดำเนินงานมากขึ้นในงวดครึ่งหลังของปี 67 หากบริษัทสามารถจัดหาวัตถุดิบได้ตามแผน นอกเหนือจากนี้บริษัทประกาศจ่ายปันผลงวดหลังของปี 66 ที่อัตรา 0.29 บาท/หุ้น คิดเป็น dividend yield ที่ 5% และกำหนดขึ้น XD วันที่ 22 เม.ย. 67

บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ไตรมาส 4/66 กำไรมากกว่าคาดการณ์ โดยไตรมาส 4/66 มีปริมานขาย 1.27 แสนตัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยราคาขายเฉลี่ยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ทำให้มีรายได้รวม 6,605.3 ล้านบาท ลดลง 6.80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 17.40% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยทำอัตรากำไรขั้นต้นที่ 11.30% เพิ่มขึ้น 133bps จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 35bps จากไตรมาสก่อนหน้า

โดยส่งผลให้มีกำไรขั้นต้นเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน  และจากช่วงเดียวกันของไตรมาสก่อน โดยมีกำไรพิเศษจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของตราสารอนุพันธ์ราว 60 ล้านบาท ทำให้มีกำไรสุทธิ 461.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 47.9% จากไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดไว้รวมทั้งปี 66 มีปริมาณขาย 4.97 แสนตัน เพิ่มขึ้น 11.40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ มีรายได้รวม 25,045.2 ล้านบาท ลดลง 0.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยทำอัตรากำไรขั้นต้น 11.2% ลดลง 91bps จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสถานการณ์ราคายางที่ปรับตัวลงในปีนี้ ส่งผลกระทบต่อรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวลดลง แต่ข้อดีของ NER คือการซื้อขายแบบ Matching ซึ่งจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้เสถียรกว่าในภาวะราคายางผันผวน เมื่อเทียบกับ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ทำให้มีกำไรสุทธิ 1,545.6 ล้านบาท ลดลง 11.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังคงรักษาระดับกำไรได้ดี ขณะที่ STA มีขาดทุนสุทธิในปีนี้ ประกาศจ่ายปันผลในงวดครึ่งหลังปี 66 เพิ่มอีก 0.29 บาท และขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 22 เม.ย. 67 จ่ายปันผลวันที่ 9 พ.ค. 67

โดยปีนี้จะได้ประโยชน์จากราคายางที่สูงขึ้น ซึ่งคาดว่าแนวโน้มราคาขายเฉลี่ยยังปรับตัวขึ้นในไตรมาส 1/67 และไตรมาส 2/67 ขณะที่ปีนี้ผู้บริหารตั้งเป้าปริมาณขายที่ 5.1 แสนตัน โดยปีนี้จะได้ประโยชน์จากราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นหลัก และให้ราคาพื้นฐาน 6.15 บาท คงคำแนะนำ ”ซื้อ”

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ระบุว่า ปรับประมาณการขึ้น โดยไตรมาส 4/66 กำไรดีกว่าคาดการณ์ 8% จากปริมาณและราคาขายเพิ่มขึ้นแม้ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มก็ตาม ทั้งนี้ ปี 67 คาดการณ์ปริมาณขาย 5-5.1 แสนตัน เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยราคาขายคาดเพิ่มขึ้นจากอุปทานตึงตัว และประกาศจ่ายเงินปันผล 0.29 บาท/ หุ้น คิดเป็น Dividend yield 4.9%

บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ยังคงมุมมองเชิงบวกมากขึ้นจากความต้องการยางจากประเทศจีน โดยฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวก ผู้บริหารดูมีความมั่นใจต่อราคายางในปี 67 ที่จะเป็นขาขึ้นทั้งปี จาก Supply ที่อาจจะขาดแคลนจากภัยแล้ง ในขณะที่ความต้องการของลูกค้ายังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มกําไรงวดครึ่งแรกปี 67 จะโดดเด่นอย่างมากจากราคายางที่ปรับเพิ่มขึ้น และในปี 68 จะมีโรงงานใหม่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ยอดจําหน่ายยางเพิ่มขึ้นอีกกว่า 20%

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา NER เป็นหุ้นที่จ่ายปันผลค่อนข้างดี Dividend Yield 5-6% โดยปีนี้ผู้บริหารยังคงอัตราการจ่ายปันผลที่ 40% ของกําไร โดย Bloomberg Consensus ให้ราคาเป้าหมาย 6.53 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ จำกัด ระบุว่า แม้ผลประกอบการปี 66 จะหดตัวกว่า 11.58% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาขายที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่แนวโน้มผลประกอบการปี 67 จะยังมีโอกาสฟื้นตัวจากความต้องการยางที่ยังอยู่ในระดับสูงบวกกับราคายางที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น โดยราคายางมีแนวโน้มเชิงบวก ฟื้นตัวผ่านแนวต้านสำคัญ 5.80 บริเวณ Fibonacci 61.8% พร้อมสัญญาณบวกจาก MACD ระยะสั้นอาจมีการพักฐาน แต่หากยังไม่หลุด 5.80 บาท ราคามีโอกาสฟื้นตัวทดสอบแนวต้านที่ 6.10 บาท Cut loss เมื่อหลุดแนวรับที่ 5.80 บาท

ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด มีมุมมองเชิงบวกต่อราคายางมากขึ้น โดยสนับสนุนจากกำไรที่แข็งแกร่ง ซึ่ง NER เป็นหุ้น China-played โดยสัดส่วนลูกค้าหลัก 60-65% เป็นผู้ผลิตยางรถยนต์ของจีน ซึ่งรวมถึงลูกค้าจีนที่มีฐานการผลิตในไทยด้วย และเป็นหุ้น cyclical-played ที่ราคายางขยับตัวสูงขึ้นในไตรมาส 4/66 และปรับตัวขึ้นแรงในช่วง 2 เดือนแรกของปี 67 จากอุปทานยางที่ตึงตัวขึ้น สะท้อนโมเมนตัมกำไรที่แข็งแกร่งของบริษัทในปี 67 โดยเฉพาะในไตรมาส 2/67 และสนับสนุนให้ราคาหุ้น NER นับจากต้นปีมาจนถึงปัจจุบันปรับขึ้นราว 15%

โดยฝ่ายวิเคราะห์ประเมินราคาเป้าหมายใน 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 6.52 บาท บน required return ที่ 17.5% และปรับคำแนะนำขึ้นเป็น Outperform (จากเดิม Neutral) โดย Valuation Metrics ของฝ่ายวิเคระห์บ่งชี้มูลค่าประเมินปัจจุบันน่าสนใจ และการเติบโตระยะยาวแข็งแกร่ง โดยคาดการณ์ EPS growth ปี 67-69 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10% ขณะที่ความเสี่ยงเชิงบวกจำกัดในทางเทคนิค จากราคาหุ้นที่ปรับขึ้นสะท้อนปัจจัยบวกไประดับหนึ่งแล้ว

Back to top button