SCB EIC ชี้แนวโน้มบริโภคภาคเอกชนปี 69 ชะลอตัว เหตุรายได้โตไม่ทันค่าใช้จ่าย

SCB EIC เผยผลสำรวจผู้บริโภค 1,631 คน สะท้อนรายได้โตช้ากว่ารายจ่าย ภาระหนี้หนักลาม สินเชื่อดิจิทัลโตเร็วเสี่ยงผิดนัดสูง แนะรัฐ–ธุรกิจ–แบงก์เร่งปรับโครงสร้างหนี้และคุมปล่อยกู้ใหม่อย่างรับผิดชอบ


ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Economic Intelligence Center) เปิดเผยว่าแนวโน้มการบริโภคภาคเอกชนในปี 2569 มีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่องจากความเปราะบางของฐานะการเงินครัวเรือน ซึ่งได้รับแรงกดดันจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้ากว่ารายจ่าย โดยผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 1,631 คน ระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม ถึง 3 กันยายน 2568 ระบุว่า ผู้บริโภคมากกว่า 70% มีรายได้เท่าเดิมหรือลดลง ขณะที่มากกว่า 90% ต้องเผชิญรายจ่ายที่ทรงตัวสูงหรือเพิ่มขึ้น และประมาณ 1 ใน 3 ยอมรับว่ารายได้เติบโตไม่ทันค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือนซึ่งมากกว่า 60% กำลังเผชิญภาวะนี้ ขณะเดียวกันครัวเรือนในกลุ่มรายได้สูงก็เริ่มสะท้อนความอ่อนแรงมากขึ้นจากสัดส่วนผู้ตอบที่มีรายได้ 100,000–200,000 บาทต่อเดือนซึ่งระบุว่ารายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ในด้านภาระหนี้ ผลสำรวจชี้ว่าผู้บริโภคเกือบ 50% มองว่าการชำระหนี้ในแต่ละเดือนเป็นปัญหาสำคัญ และมากกว่า 20% ของกลุ่มที่มีรายได้สูงกว่า 100,000 บาทต่อเดือนเริ่มกังวลต่อความสามารถชำระหนี้ โดยเฉพาะผู้กู้ที่มีหนี้หลายประเภทและอยู่ในวัยทำงานอายุต่ำกว่า 40 ปี ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มความระมัดระวังการใช้จ่ายเพื่อเข้าสู่กระบวนการลดสัดส่วนหนี้ (Deleveraging) โดยครัวเรือนรายได้น้อยราว 1 ใน 3 มีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio) สูงกว่า 60% ซึ่งอาจจำกัดการใช้จ่ายและเพิ่มความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระในอนาคต

SCB EIC ยังพบว่าการเข้าถึงสินเชื่อดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมากกว่า 25% ของผู้ตอบแบบสอบถามใช้งานสินเชื่อประเภท Buy Now Pay Later หรือสินเชื่อผ่านแอปบนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนการใช้บัตรกดเงินสด (16.5%) และผู้ใช้งานมากกว่า 60% ยอมรับว่าความสะดวกในการเข้าถึงสินเชื่อส่งผลให้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ Buy Now Pay Later ซึ่งประมาณ 1 ใน 3 มีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้สูงกว่า 60% และมีโอกาสผิดนัดชำระสูงกว่าสินเชื่อประเภทอื่นอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับแผนการใช้จ่ายก้อนใหญ่ในปี 2569 ผู้บริโภคมากกว่า 60% ยังไม่มีแผนซื้อบ้านหรือรถยนต์ เนื่องจากความกังวลต่อปัจจัยด้านรายได้ อัตราดอกเบี้ย และภาระหนี้ โดยมากกว่า 80% ของผู้ที่มีแผนซื้อประเมินว่าตนอาจเผชิญอุปสรรคด้านความสามารถในการซื้อ (Affordability) จากสินทรัพย์ราคาสูงเมื่อเทียบกับรายได้

SCB EIC เสนอแนวทางแก้ไขเชิงระบบโดยให้ทุกภาคส่วนดำเนินการควบคู่กันระหว่างการ “ปรับปรุง” หนี้เดิมผ่านการเร่งโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ชำระหนี้ต่อเนื่อง และการ “ป้องกัน” หนี้ใหม่เกินความจำเป็นผ่านการยกระดับการกำกับดูแล โดยภาครัฐควรผลักดันให้ผู้ให้สินเชื่อทั้งหมดเข้าร่วมเป็นสมาชิกบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เพื่อให้ข้อมูลภาระหนี้ผู้กู้ครอบคลุมมากขึ้น ปรับมาตรการควบคุมความเสี่ยงระดับมหภาค (Macroprudential) กำหนดเพดานหนี้โดยรวมแต่ละราย และกำกับการโฆษณาสินเชื่อดอกเบี้ยสูงให้โปร่งใส พร้อมส่งเสริมสินเชื่อที่คิดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงลูกหนี้แต่ละราย (Risk-based Pricing) ให้เกิดผลจริง ขณะที่สถาบันการเงินควรยึดหลักการปล่อยกู้แบบรับผิดชอบ ควบคุมภาระหนี้ต่อรายได้ และสนับสนุนการดึงหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบอย่างเป็นรูปธรรม

ภาคธุรกิจควรส่งเสริมสวัสดิการด้านสุขภาพการเงินของพนักงาน (Employee Financial Wellbeing) เพื่อเสริมวินัยทางการเงิน ลดแรงจูงใจก่อหนี้ใหม่ และสร้างกันชนทางการเงินผ่านการเพิ่มทักษะสร้างรายได้และนิสัยการออมที่ยั่งยืนของครัวเรือน

Back to top button