“กรุงศรี” ชู 6 หุ้นกลาง-เล็กน่าเก็บ เน้นกำไรแกร่ง-ปันผลสูง

บล.กรุงศรี มองหุ้นกลาง-เล็ก ราคาแลกการ์ดน่าสะสมรับอานิสงส์ดอกเบี้ยขาลง-ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า-การเมืองนิ่ง ชูธีม Data Center/AI หนุนเศรษฐกิจ แนะ "Overweight" ชู 6 หุ้นเด่น INSET-GUNKUL-MAGURO-PLANB-PYLON-SC


บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ออกบทวิเคราะห์ระบุว่า หลังจากที่หุ้นขนาดใหญ่เริ่มมีโมเมนตัมปรับตัวขึ้นไปแล้ว หุ้นขนาดกลางและเล็ก (Mid-Small Cap) ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท จะกลายเป็นเป้าหมายการลงทุนในลักษณะ “Catch up play” ที่น่าสนใจ โดยได้รับแรงหนุนจากผลการเลือกตั้งที่นำไปสู่เสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งถือเป็น Positive Surprise ภายใต้วงจรดอกเบี้ยขาลง กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลกลับเข้ามา และสภาพคล่องในระบบที่สูงขึ้น จะเป็นปัจจัยเร่งให้หุ้นกลุ่มนี้กลับมามีความโดดเด่นอีกครั้ง

โดยประเมินปัจจัยหนุนสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1.วงจรดอกเบี้ยขาลงและกระแสเงินทุนต่างชาติไหลกลับ 2.นโยบายเศรษฐกิจรอบใหม่ที่เน้นการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่ม AI Capex Cycle และ Data Center ซึ่งไทยเป็นประเทศเด่นในอาเซียน 3.สถิติเทียบเคียงผลเลือกตั้งแบบ Landslide ในปี 2554 พบว่าปริมาณการซื้อขายในตลาด mai จะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 200-500 ล้านบาทต่อวัน กลับสู่ระดับ 1 พันล้านบาทต่อวันภายใน 1 ปี และด้านผลตอบแทนใช้เวลาเพียง 6 เดือนที่ดัชนี mai จะชนะ SET และ 4.โอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี เนื่องจากสถิติย้อนหลังในช่วงตลาดขาขึ้น หุ้นกลางเล็กมักสร้างผลตอบแทนสูงกว่า SET ถึง 1-2 เท่า

ด้านมูลค่าพื้นฐาน (Valuation) ปัจจุบันหุ้นกลางและเล็กอยู่ในโซนลงทุนและมีส่วนลดราคา (Deep Discount) อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย P/E โดยตลาด mai และดัชนี sSET มีการซื้อขายที่ P/E ระดับ 22 เท่า (-1SD) และ 11 เท่า (-0.8SD) ตามลำดับ อีกทั้งเมื่อเทียบส่วนต่าง Valuation (Valuation Gap) กับ SET พบว่าอยู่ที่ระดับ -1SD ทั้งคู่ ขณะที่มีอัตราเงินปันผลสูงราว 5%

นอกจากนี้ ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) ยังถือว่า Laggard โดย SET ปรับขึ้น +14% ในขณะที่ sSET +8% และ mai +0.8% และหากเทียบจากจุดสูงสุดในปี 2565 SET ปรับลง -16% แต่ mai ปรับลงถึง -70% และ sSET -47% ซึ่งภายใต้สภาพคล่องที่ฟื้นตัวจะเป็นตัวเร่งให้เกิด Valuation Re-rating ทำให้หุ้นกลุ่มนี้กลับมาน่าสนใจทั้งในเชิงการเก็งกำไร (Trading) และการลงทุนระยะยาว

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายวิเคราะห์ KSS ประเมินว่าวงจรดอกเบี้ยขาลงจะเปิดโอกาสต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะลดดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง จากภาพเศรษฐกิจจริงที่เริ่มอ่อนตัวลงในลักษณะ Soft Landing ส่วนประเทศไทยคาดว่าจะปรับลดอย่างน้อย 1 ครั้ง ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุปสงค์ภายในประเทศ ทั้งการบริโภค การลงทุน และเสถียรภาพของค่าเงิน ช่วยหนุนให้ Earnings Cycle ทยอยฟื้นตัว สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเน้นการลงทุนและลดข้อจำกัดต่างๆ เพื่อสร้างการเติบโตรอบใหม่

โดยเฉพาะการลงทุน Data Center ที่อยู่ในช่วง Super Cycle จากการขับเคลื่อนของ AI โดยกลุ่ม Hyperscaler ระดับโลกมีการเพิ่มงบลงทุนปี 2569 ในกรอบ 35-67% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้ความต้องการไฟฟ้าสำหรับ Data Center ทั่วโลกพุ่งทะยานกว่า 100 GW ภายในปี 2573 ซึ่งเอเชียเป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วกว่าโลกถึง 5 เท่า และไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสำคัญของอาเซียน สะท้อนจากยอดขอ BOI สะสม 3-4 ปีที่ผ่านมาสูงกว่า 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลใหม่จะมีการใช้มาตรการ Fast-pass เพื่อเร่งเม็ดเงินลงสู่ระบบ

ดังนั้น ฝ่ายวิเคราะห์จึงแนะนำ “เพิ่มน้ำหนักการลงทุน” (Overweight) ในหุ้นกลุ่ม Mid-Small Cap โดยเน้นบริษัทที่ก้าวทันกระแสโลก สามารถขยายขนาดธุรกิจ (Scale) ได้สูง มีความสามารถในการแข่งขัน และมีผู้บริหารที่ดีบนพื้นฐานความยั่งยืน โดยโฟกัสใน 3 ธีมหลัก คือ 1. Infra Tech 2. Earnings Play และ 3. High Dividend Yield สำหรับหุ้นเด่น (Top Picks) ที่แนะนำ ได้แก่ INSET, GUNKUL, MAGURO, PLANB, PYLON และ SC ซึ่งเป็นหุ้นขนาดกลางเล็กที่เกี่ยวข้องกับรอบการลงทุนและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงในระยะยาว

Back to top button