จับตา 24 ก.ค.! จุดเสี่ยงการค้าไทย สหรัฐงัดมาตรา 301 ปมแรงงานบังคับ จ่อกำแพงภาษีใหม่

จับตา 24 ก.ค. จุดเสี่ยงการค้าไทย หลังสหรัฐฯ เดินหน้ามาตรา 301 ปมแรงงานบังคับ เสี่ยงกำแพงภาษีรอบใหม่ เป็นไม้แรกที่ไทยต้องรับมือ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเผชิญข้อจำกัดทางกฎหมายภายในประเทศ หลังศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ว่า มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่เรียกเก็บภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้อัตราภาษีที่ไทยต้องเผชิญลดลงเหลือร้อยละ 10 ภายใต้มาตรา 122 เป็นการชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม มาตรา 122 มีข้อจำกัดด้านระยะเวลาการบังคับใช้ไม่เกิน 150 วัน และอาจเผชิญความเสี่ยงจากการถูกท้าทายทางกฎหมายเพิ่มเติม โดยมาตรการดังกล่าวมีกำหนดสิ้นสุดลงประมาณวันที่ 24 กรกฎาคม 2568

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เริ่มพัฒนาเครื่องมือทางการค้าที่มีความเข้มข้นมากขึ้นผ่านกระบวนการสอบสวนตามมาตรา 301 (Section 301) ของกฎหมายการค้า ซึ่งไม่มีเพดานอัตราภาษีและไม่มีวันหมดอายุ โดยปัจจุบันไทยกำลังเผชิญการสอบสวนพร้อมกัน 2 ประเด็นสำคัญ

ประเด็นแรก คือ การสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตเกินความจำเป็น (Excess Manufacturing Capacity) ซึ่งเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 11 มีนาคม โดยสหรัฐฯ ได้สอบสวน 16 ประเทศ รวมถึงไทย ในข้อกล่าวหาว่ามีนโยบายสนับสนุนการผลิตเกินกว่าความต้องการของตลาดโลก จนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในสหรัฐฯ สินค้าที่อยู่ในขอบเขตการสอบสวนครอบคลุมกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร และพลาสติก แม้ยังไม่มีการประกาศอัตราภาษีที่ชัดเจน แต่มาตรการดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการสิ้นสุดของมาตรา 122 และยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะมีการกำหนดอัตราภาษีในระดับใด

ประเด็นที่สอง คือ การสอบสวนเรื่องแรงงานบังคับ (Forced Labor) ซึ่งเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 12 มีนาคม และมีการประกาศผลการสอบสวนเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา

ผลการสอบสวนของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระบุว่า ไทยเป็นหนึ่งใน 54 ประเทศที่ยังไม่มีกฎหมายภายในประเทศห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐฯ โดย USTR เสนอให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 12.5 สำหรับสินค้าส่งออกจากไทยทุกประเภท ยกเว้นสินค้าที่อยู่ในบัญชียกเว้น (Annex A)

ทั้งนี้ กลุ่มประเทศที่ถูกระบุในมาตรการดังกล่าวครอบคลุมสัดส่วนประมาณร้อยละ 99 ของการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ และรวมถึงประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงสุดหลายประเทศ ส่งผลให้มาตรการดังกล่าวมีลักษณะครอบคลุมในวงกว้าง

อย่างไรก็ดี สินค้าส่งออกหลักของไทยในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ได้รับการยกเว้นจากมาตรการดังกล่าวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) คอมพิวเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ สมาร์ตโฟน และจอแสดงผล ซึ่งสอดคล้องกับรายการยกเว้นที่เคยกำหนดไว้ภายใต้มาตรการภาษีตอบโต้ก่อนหน้านี้ สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ ยังคงต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก

ในทางกลับกัน สินค้าที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ อาหารทะเลแปรรูป เช่น ทูน่าและกุ้ง ข้าว อาหารกระป๋อง ผลิตภัณฑ์ยางแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และชิ้นส่วนยานยนต์บางประเภท ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ในระดับสูง

สำหรับแนวทางลดผลกระทบ สหรัฐฯ เปิดช่องให้ประเทศที่ให้คำมั่นในการออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับผ่านข้อตกลงทวิภาคี (ART) สามารถได้รับการปรับลดอัตราภาษีลงเหลือร้อยละ 10 โดยกัมพูชา มาเลเซีย ไต้หวัน และอินโดนีเซีย ได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ขณะที่ไทยยังไม่ได้ดำเนินการ ทั้งนี้ กำหนดส่งความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรคือวันที่ 6 กรกฎาคม และมีกำหนดการพิจารณาสาธารณะในวันที่ 7 กรกฎาคม

นักวิเคราะห์มองว่า จุดที่น่ากังวลมากกว่าผลการสอบสวนรายประเด็น คือการที่มาตรการหลายด้านอาจมีผลบังคับใช้ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยมาตรา 122 จะสิ้นสุดลงราววันที่ 24 กรกฎาคม ขณะที่การพิจารณาประเด็นแรงงานบังคับจะแล้วเสร็จในวันที่ 7 กรกฎาคม และผลการสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตเกินความจำเป็นก็มีกำหนดประกาศในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

หากมาตรการตาม Section 301 ทั้งสองกรณีมีผลบังคับใช้พร้อมกับการสิ้นสุดของมาตรา 122 ไทยอาจต้องเผชิญภาระภาษีหลายชั้นโดยไม่มีช่วงเปลี่ยนผ่าน

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเด็นดังกล่าวอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการใช้มาตรการทางการค้ารูปแบบใหม่ของสหรัฐฯ เนื่องจากยังมีการสอบสวนตาม Section 301 ในประเด็นอื่นอีกหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจดิจิทัล ภาคบริการ ทรัพย์สินทางปัญญา และประเด็นทางการค้าอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

ในภาพรวม มีการประเมินว่าสหรัฐฯ อาจมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันให้ประเทศคู่ค้าทำข้อตกลงการค้าทวิภาคี (ART) ที่ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ พร้อมกัน ทั้งด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม การเปิดตลาด และการลดการพึ่งพาสินค้าจากจีน โดยประเทศที่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้รวดเร็ว อาจได้รับประโยชน์ทั้งในด้านอัตราภาษีที่ต่ำลง ความแน่นอนทางการค้า และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงมากขึ้น

สำหรับประเทศไทย ความท้าทายสำคัญจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเจรจาเพื่อลดอัตราภาษีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ที่อาจมาพร้อมกับข้อตกลง ART ซึ่งอาจส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งภาคเกษตร บริการดิจิทัล การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และมาตรฐานแรงงาน

แม้บางเงื่อนไขอาจช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว แต่บางประเด็นอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคส่วนที่ต้องเผชิญการแข่งขันจากการเปิดตลาดมากขึ้น ดังนั้น การเจรจาในช่วงต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการลดภาระภาษี แต่ยังเป็นการกำหนดทิศทางโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในทศวรรษข้างหน้า ตลอดจนการเตรียมมาตรการรองรับและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะสั้น

Back to top button