
สแกน 30 หุ้น “พีอี–พีบีวี” ต่ำ พ่วงราคา Laggard
SET ยืนเหนือ 1,400 จุด เปิดโผ 30 หุ้น SET100 พื้นฐานแกร่ง ขึ้นช้ากว่าตลาด เน้น P/E ต่ำกว่า 15 เท่า–P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า กระจายพลังงาน–ธนาคาร–โรงไฟฟ้า–อสังหาฯ พ่วงรับปันผล Dividend Yield สูงระดับ 6–10% ชู SIRI-LH-SPALI-PTTEP-JMT เด่น
ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ทยานขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,400 จุดอีกครั้ง สะท้อนแรงเก็งกำไรและความคาดหวังต่อปัจจัยการเมือง–เศรษฐกิจที่เริ่มชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตามภายใต้ภาพตลาดที่ฟื้นตัวแรง ยังมีหุ้นจำนวนไม่น้อยในกลุ่ม SET100 ที่ “ขึ้นช้ากว่าตลาด” หรือแทบไม่ขยับตามดัชนี ทั้งที่พื้นฐานยังแข็งแกร่ง
จังหวะเช่นนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนสายคุณค่า (Value Investor) เริ่มมองหา “ของดีราคายังไม่แพง” โดยเฉพาะหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำกว่า 15 เท่า และ P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งสะท้อนว่าราคาตลาดยังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี และกำไรยังไม่ถูกให้ราคาในระดับสูง
จากการคัดกรองหุ้นในกลุ่ม SET100 พบ 30 บริษัทเข้าเกณฑ์ดังกล่าว กระจายอยู่ในหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มพลังงาน ธนาคาร สื่อสาร ไฟฟ้า อสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมพื้นฐาน
สำหรบกลุ่มพลังงาน–โรงกลั่น อย่าง PTTEP, PTT และ TOP ยังคงซื้อขายที่ P/E ระดับ 7–13 เท่า และ P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า แม้ราคาน้ำมันเริ่มฟื้นตัว สะท้อนว่ายังมีส่วนลดจากวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์
ด้านกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็น KBANK, BBL, KTB, SCB ต่างมี P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า และ P/E เฉลี่ยเพียง 8–11 เท่า ทั้งที่กำไรยังทรงตัวดี และฐานทุนแข็งแรง
ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น RATCH, EGCO ก็ซื้อขายในระดับต่ำบุ๊กเช่นกัน เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการหุ้นกระแสเงินสดมั่นคง ลดความผันผวนของพอร์ต
อีกหนึ่งมุมที่น่าสนใจคือ หุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูง ซึ่งช่วยเพิ่ม Cushion ให้พอร์ตในช่วงตลาดแกว่งตัว โดยหุ้นที่โดดเด่นจากชุดข้อมูลคัดกรอง ได้แก่ SIRI ให้ Dividend Yield ราว 10% ,LH ให้ Dividend Yield ราว 7%, SPALI ให้ Dividend Yield ประมาณ 8%, PTTEP ให้ Dividend Yield เฉียด 7% และ JMT ให้ Dividend Yield ราว 7%
สำหรับหุ้นกลุ่มนี้มีจุดร่วมคือ ราคาซื้อขายต่ำกว่าบุ๊กแวลู หรือใกล้เคียงบุ๊ก พร้อมกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ยังแข็งแรง จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการ “รับปันผลระหว่างรอราคา” มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น
ดังนั้น ในจังหวะที่ SET ยืนเหนือ 1,400 จุด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า “ดัชนีจะไปถึงไหน” แต่คือ “หุ้นตัวไหนยังไม่ไป” และยังมีส่วนต่างมูลค่าเหลือให้เก็บเกี่ยว ซึ่งตัวเลข P/E ต่ำกว่า 15 เท่า, P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า และ Dividend Yield ระดับสูง อาจเป็นเข็มทิศสำคัญของการจัดพอร์ตในรอบนี้


