“ดาวโจนส์” ปิดลบ 669 จุด ผวา AI Disruption เทขายเทค–ขนส่ง

ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วง 669.42 จุด ขณะที่ Nasdaq ดิ่งกว่า 2% หลังนักลงทุนเทขายหุ้นเทคโนโลยีและขนส่ง จากความกังวล AI กระทบโครงสร้างกำไรธุรกิจ ท่ามกลางการจับตาเงินเฟ้อสหรัฐและทิศทางดอกเบี้ยเฟด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันพฤหัสบดี (12 ก.พ. 69) ปรับตัวลงแรง โดยแรงขายกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มขนส่ง ท่ามกลางความวิตกว่าการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจเร่งการแข่งขันและกดดันอัตรากำไรในหลายอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 49,451.98 จุด ลดลง 669.42 จุด หรือ -1.34% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,832.76 จุด ลดลง 108.71 จุด หรือ -1.57% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 22,597.15 จุด ลดลง 469.32 จุด หรือ -2.03%

แรงกดดันหลักมาจากหุ้นเทคโนโลยี หลังนักลงทุนประเมินว่า AI อาจนำไปสู่การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยมีการคาดการณ์ว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ อาทิ Amazon, Alphabet (Google), Meta และ Microsoft จะใช้งบลงทุนรวมกันราว 6.5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อแข่งขันชิงความเป็นผู้นำด้าน AI ซึ่งอาจกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนและความสามารถทำกำไรในระยะถัดไป

นักวิเคราะห์จาก GuideStone Funds ระบุว่า นักลงทุนกำลังประเมินว่าภาคส่วนใดจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพจากการลงทุนใน AI ได้จริง และภาคส่วนใดอาจเผชิญแรงกระแทกจาก AI Disruption อย่างมีนัยสำคัญ

หุ้น Cisco Systems ร่วงลง 12.3% หนักสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 หลังรายงานอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าคาดการณ์ ส่งผลให้แรงขายลุกลามไปยังหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่อื่น ๆ อาทิ Apple, Nvidia, Broadcom และ Amazon

ด้านหุ้นกลุ่มขนส่งร่วงลงราว 4% หลังบริษัท Algorhythm Holdings เปิดตัวเครื่องมือ AI ด้านโลจิสติกส์รุ่นใหม่ จุดกระแสกังวลว่า AI อาจเข้ามาแทนที่กระบวนการบริหารจัดการขนส่งแบบดั้งเดิม โดยหุ้น Landstar ดิ่งลง 15.6% หุ้น CH Robinson ลดลง 14.5% และ Expeditors International ลดลง 13.2%

หุ้นกลุ่มผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลปรับตัวลง หลัง Lenovo ส่งสัญญาณอาจเผชิญแรงกดดันด้านการจัดส่งจากการขาดแคลนชิปหน่วยความจำ โดยหุ้น HP ลดลง 4.5% และ Dell Technologies ร่วงลง 9%

ในดัชนี S&P 500 หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ร่วงลง 1.7% นำโดย AppLovin ดิ่งลง 19.7% หลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ต่ำกว่าคาด และเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น

นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากความกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมกราคมเพิ่มขึ้น 130,000 ตำแหน่ง สูงกว่าคาดการณ์ที่ 66,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.3% ต่ำกว่าคาดที่ 4.4%

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐในวันศุกร์นี้ โดยนักวิเคราะห์คาดว่า CPI เดือนมกราคมจะเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบรายปี จาก 2.7% ในเดือนธันวาคม และคาดว่า Core CPI จะเพิ่มขึ้น 2.5% จาก 2.6% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางนโยบายการเงินของเฟดในระยะถัดไป

Back to top button