
กสทช. กวาดล้างคลัง CCTV เถื่อนกลางกรุง ยึด 6,606 เครื่อง–ซิมต่างชาติ มูลค่า 10.5 ล้าน
กสทช. ผนึกกำลังศุลกากร–สคบ.–สคส. บุกจับผู้ลักลอบจำหน่ายกล้องวงจรปิดใช้คลื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตกลางกรุง พบของกลางกว่า 6,606 ชุด พร้อมซิมต่างประเทศ 501 ซิม เตือนผู้ขายไม่มีใบอนุญาตเสี่ยงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงาน กสทช. ร่วมกับกรมศุลกากร กรมสรรพสามิต สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ดำเนินการจับกุมผู้ประกอบการจำหน่ายและติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่ใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือ “กล้องวงจรปิดเถื่อน” ในซอยลาดพร้าว 101 เขตบางกะปิ กทม.
โดยนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มอบหมายให้นายจาตุรนต์ โชคสวัสดิ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ กสทช. พร้อมด้วยชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ “หน่วยพระพาย” และเจ้าหน้าที่สำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม ตรวจสอบและติดตามเฝ้าระวังการใช้คลื่นความถี่ของ สำนักงาน กสทช. โดยพบว่ามีผู้ประกอบการหลายรายนำเข้าและจำหน่ายกล้องวงจรปิดโดยไม่ได้ขออนุญาตใช้คลื่นความถี่ และอุปกรณ์ดังกล่าวไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก กสทช. ตามที่กฎหมายกำหนด จากการลงพื้นที่ตรวจสอบครั้งนี้พบว่า เจ้าของบริษัทเป็นคนจีน มีผู้ดูแลเป็นคนไทย ใช้อาคารพาณิชย์ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 101 เป็นพื้นที่จัดเก็บและขายผ่านช่องทางออนไลน์
โดยการปฎิบัติการครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นและยึดอุปกรณ์กล้องวงจรปิดเถื่อนเพื่อนำไปตรวจสอบจำนวน 6,606 ชุด และซิมการ์ดโทรศัพท์อีก 501 ซิม ซึ่งเป็นซิมจากต่างประเทศ ผูกเข้ากับบัญชีเติมเงินผ่านแอปพลิเคชัน มูลค่ารวมประมาณ 10.5 ล้านบาท โดยสำนักงาน กสทช. ได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อดำเนินคดีกับผู้จำหน่าย/คลังสินค้า ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 หากตรวจสอบพบเพิ่มเติมแล้วเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต
นายไตรรัตน์ กล่าวว่า กล้องวงจรปิดเถื่อนที่ใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น นอกจากจะผิดกฎหมาย ยังก่อให้เกิดปัญหาสัญญาณรบกวนต่อระบบโทรคมนาคมอื่นๆ ที่ใช้คลื่นความถี่ในย่านเดียวกัน เช่น อินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) โทรศัพท์มือถือ และระบบสื่อสารของหน่วยงานราชการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศได้
นอกจากนี้อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานยังอาจมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของข้อมูล ทำให้เสี่ยงต่อการถูกแฮ็ก และเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของบ้านหรือผู้ใช้งานได้
สำนักงาน กสทช. ขอให้คำแนะนำแก่ประชาชนในการเลือกซื้อ และใช้งานกล้องวงจรปิดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนี้
1.ซื้อจากผู้จำหน่ายที่เชื่อถือได้ โดยเลือกซื้อจากร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ และขอดูเอกสารการรับรองมาตรฐานของสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ
2.ระวังสินค้าราคาถูกผิดปกติ โดยสินค้ามีราคาถูกกว่าท้องตลาดมาก อาจเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ถูกกฎหมาย และไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่อ้างว่าเป็นของแท้แต่ขายในราคาที่ต่ำกว่าปกติมาก
3.กรณีซื้อออนไลน์ ตรวจสอบรีวิวและความน่าเชื่อถือของผู้ขาย สอบถามเกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานก่อนสั่งซื้อ และเก็บหลักฐานการสั่งซื้อและการสนทนากับผู้ขายไว้เป็นหลักฐาน
ทั้งนี้ ในส่วนสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลส่วนบุคคล ในฐานะหน่วยงานบูรณาการร่วมกับสำนักงาน กสทช. ได้ตรวจสอบโดยศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล PDPC Eagle Eye พบข้อเท็จจริง กล้องวงจรปิดที่เข้าร่วมตรวจค้นผู้ใช้บริการมีการใช้ผ่านแอปพลิเคชันซึ่งไม่มีความปลอดภัยเนื่องจากใน นโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลผ่านกล้องวงจรปิด และมีแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลไปหน่วยงานต่าง ๆซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศ โดยหากผู้ใช้บริการประชาชนคนไทยไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศอย่างมีนัยยะสำคัญ

