
“ศาลฎีกาสหรัฐ” เพิกถอนภาษีทรัมป์ ชี้ใช้อำนาจเกินขอบเขตกฎหมาย
ศาลฎีกาสหรัฐ มีมติ 6–3 เพิกถอนมาตรการภาษีนำเข้าครอบคลุมของ โดนัลด์ ทรัมป์ ชี้ใช้อำนาจเกินกฎหมาย กระทบแผนเศรษฐกิจและตอกย้ำขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหาร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ 20 ก.พ.69 ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกา มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง เพิกถอนมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าแบบครอบคลุมของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ นับเป็นคำวินิจฉัยครั้งประวัติศาสตร์ที่จำกัดขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหาร และสั่นคลอนวาระเศรษฐกิจสำคัญในสมัยที่สองของเขา
คำวินิจฉัยเสียงข้างมากเขียนโดยประธานศาลฎีกา จอห์น โรเบิร์ตส์ โดยระบุว่า รัฐบาลใช้อำนาจเกินขอบเขตจากการอาศัย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อกำหนดภาษีนำเข้าโดยลำพัง แม้กฎหมายดังกล่าวจะเปิดทางให้ประธานาธิบดี “ควบคุม” การพาณิชย์ในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศได้ แต่ศาลเห็นว่าไม่มีข้อความใดให้อำนาจจัดเก็บภาษีอย่างชัดแจ้ง ซึ่งเป็นอำนาจที่ รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา บัญญัติให้เป็นของรัฐสภาโดยเฉพาะ
ศาลอาศัยหลักการ “คำถามสำคัญ” (Major Questions Doctrine) ซึ่งกำหนดว่าการดำเนินการของฝ่ายบริหารที่มี “ความสำคัญทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างมหาศาล” ต้องได้รับการมอบอำนาจจากรัฐสภาอย่างชัดเจน หลักการนี้เคยถูกใช้พิจารณามาตรการสำคัญในยุคของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน มาแล้ว
มาตรการที่ถูกเพิกถอนรวมถึง “ภาษีแบบต่างตอบแทน” ที่เรียกเก็บจากคู่ค้าเกือบทุกราย ตลอดจนภาษีอัตรา 25% สำหรับสินค้าจากจีน แคนาดา และเม็กซิโก ซึ่งก่อนหน้านี้สร้างรายได้ให้รัฐบาลระหว่าง 1.3 แสนล้านถึง 1.75 แสนล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี คำตัดสินไม่กระทบต่อภาษีที่ออกตามกฎหมายอื่น เช่น ภาษีเหล็กและอะลูมิเนียม
ในความเห็นที่แตกออกไป ผู้พิพากษา นีล กอร์ซัค และ เอมี โคนีย์ แบร์เรตต์ ลงมติร่วมกับฝ่ายเสียงข้างมาก ขณะที่ผู้พิพากษา คลาเรนซ์ โธมัส, ซามูเอล อลิโต และ เบรตต์ คาวานอห์ เห็นแย้ง
แม้ฝ่ายบริหารจะแสดงท่าทีพิจารณาใช้ฐานกฎหมายอื่น อาทิ Trade Expansion Act เพื่อคงโครงสร้างภาษีบางส่วนไว้ แต่คำวินิจฉัยครั้งนี้ได้รับการประเมินว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดเส้นแบ่งอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ และจำกัดความสามารถของประธานาธิบดีในการใช้มาตรการทางการค้าเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยลำพังอีกต่อไป