
BGRIM โกยกำไรปี 68 ทะลุ 1.68 พันล้านบาท รุกหนักโรงไฟฟ้า-ดาต้าเซ็นเตอร์
BGRIM โชว์กำไรปี 68 แกร่ง แตะ 1.68 พันล้านบาท บอร์ดอนุมัติปันผล 0.232 บาท ขึ้น XD 10 มี.ค. 69 เดินหน้าขยายลงทุนโรงไฟฟ้าใน-ต่างประเทศ พร้อมรุกธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ สร้างฐานเติบโตรอบใหม่
ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า ผลประกอบการปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (NNP) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ อยู่ที่ 2,143 ล้านบาท ลดลง 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ EBITDA ลดลง 2% เทียบจากปีก่อนหน้า คิดเป็น 14,686 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการลดลงของราคาขายไฟฟ้าให้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลูกค้าอุตสาหกรรม (IUs) ในประเทศไทย และราคาขายไอน้ำ สอดคล้องกับราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลง

นอกจากนี้ ยังได้ผลกระทบจากการปรับค่าก๊าซย้อนหลัง (AF gas) ในช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม 2566 รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร (SG&A) และค่าใช้จ่ายภาษีที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวได้รับการชดเชยบางส่วนจากปริมาณการขายไฟฟ้ารวมเพิ่มขึ้น 0.7% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 15,284 กิกะวัตต์-ชั่วโมง โดยมีแรงหนุนจากปริมาณไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากพลังงานหมุนเวียน อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย โรงไฟฟ้าพลังน้ำในสหรัฐอเมริกาและ สปป.ลาว เป็นต้น รวมถึงรายได้การให้บริการที่สูงขึ้นจากการพัฒนาโครงการ การรวมผลประกอบการเต็มปีของโครงการ Malacha และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ดีขึ้น
ขณะที่กำไรสุทธิ ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,675 ล้านบาท จาก 1,557 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากรายการที่ไม่กระทบกระแสเงินสดจากผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงที่ลดลง จากการแปลงค่าเงินยอดหนี้คงเหลือสกุลดอลลาร์สหรัฐและธุรกรรมสกุลเงินต่างประเทศ
สำหรับความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2568 บี.กริม เพาเวอร์ สามารถเชื่อมเข้าระบบของลูกค้าอุตสาหกรรมในประเทศไทย เป็นไปตามเป้าหมายที่ 43.9 เมกะวัตต์ จากที่ตั้งเป้าไว้ที่ 40–50 เมกะวัตต์ เฉพาะไตรมาสที่ 4/68 มีการเชื่อมเข้าระบบของลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่ในประเทศไทย จำนวน 10 เมกะวัตต์ จากกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์
นอกจากนี้ ในปี 2568 บี.กริม เพาเวอร์ มุ่งมั่นในการขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนรวมกว่า 166 เมกะวัตต์ (Committed) ครอบคลุมหลายตลาดสำคัญ โดยมีโครงการหลัก ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นดิน 14 เมกะวัตต์ในประเทศญี่ปุ่น และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นดิน 65 เมกะวัตต์ในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมรวม 36 เมกะวัตต์ ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว ในประเทศไทย
รวมไปถึงยังได้ลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นดิน และบนหลังคา ทั้งในประเทศไทย เวียดนาม ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี กำลังผลิตรวม 50.5 เมกะวัตต์ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแผนการเติบโตในระยะยาวของบริษัท
โดยในไตรมาส 4/2568 B.Grimm Power Korea Limited (BGP (Korea)) (บริษัทย่อย) ได้ปรับโครงสร้างการถือหุ้น โดยจำหน่ายหุ้นทั้งหมดใน Myungwoon Industry Development Co., Ltd. 29% และเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 49% ใน Nakwol Blueheart Co., Ltd. (Nakwol 1) ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งขนาด 364.8 เมกะวัตต์ และ Amatera Renewable Energy Corporation (ARECO) (บริษัทย่อย) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 65 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าผ่านตลาด Wholesale Electricity Spot Market โดยโครงการดังกล่าวมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะเวลา 20 ปี ภายใต้โครงการ Green Energy Auction – 4 ในเดือนมกราคม 2569
ความสำเร็จเชิงกลยุทธ์ดังกล่าว บี.กริม เพาเวอร์ ได้เริ่มต้นปี 2569 ด้วยการลงทุนครั้งสำคัญผ่าน BGP Holding (US) LLC (BGP US) (บริษัทย่อย) ด้วยการเข้าลงทุนใน New England Reliable Hydropower Holdings LLC (NERH) (บริษัทร่วม) ซึ่งเป็นเจ้าของและเป็นผู้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ 26 แห่ง ในประเทศสหรัฐอเมริกา กำลังผลิตรวม 406 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) 8 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ บริษัท ซีเอ็มที เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (CMT) (การร่วมค้า) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ CMT1 ขนาด 10 เมกะวัตต์ เมื่อ 28 มกราคม 2569 จำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะเวลา 25 ปี และได้รับการคัดเลือกภายใต้โครงการรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับช่วงปี 2565–2573 โดยโครงการ CMT1 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพลังงานหมุนเวียนรวม 339 เมกะวัตต์ ที่จะทยอยเปิด COD ภายในปี 2573 เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ GreenLeap – Global and Green
บี.กริม เพาเวอร์ ยังมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่จะส่งผลต่อการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว โดยเดินหน้าเชิงยุทธศาสตร์เพื่อต่อยอดจากบทบาทผู้ผลิตไฟฟ้าแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้ให้บริการ Digital Infrastructure as a Service ผ่านการจัดตั้งการร่วมค้า “บริษัท ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม (ประเทศไทย) จำกัด” เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ในจังหวัดชลบุรี ซึ่งมีกำลังโหลดไอทีรวม 96 เมกะวัตต์ และในเดือนตุลาคม 2568 บริษัทฯ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และ พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อจัดหาและร่วมพัฒนาระบบไฟฟ้าที่มีความมั่นคงและมีประสิทธิภาพสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนสำหรับโครงการที่เกี่ยวข้อง
จากผลงานต่าง ๆ ส่งผลให้ บี.กริม เพาเวอร์ ได้รับการยอมรับด้านผลการดำเนินงาน ESG จากสถาบันชั้นนำระดับสากลอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 บริษัทติดอันดับกลุ่ม Top 10% ของอุตสาหกรรมสาธารณูปโภคไฟฟ้าใน The Sustainability Yearbook 2026 โดย S&P Global นอกจากนี้ยังได้รับการประเมิน MSCI ESG Rating ระดับ “BBB” จาก MSCI ESG Research และยังคงได้รับการคัดเลือกอยู่ในดัชนีของ FTSE Russell ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 รวมถึงได้รับรางวัล Best SDG Bond และ Best Blue Bond in Asia 2025 จาก Alpha Southeast Asia สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืนในระดับสากล
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จากคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัว 1.5% โดยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากปี 2568 ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว สำหรับราคาก๊าซธรรมชาติของโรงไฟฟ้า SPP คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 270-290 บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปี 2568 ที่ราคาก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 323 บาทต่อล้านบีทียู ทั้งนี้ บริษัทฯ วางแผนนำเข้า LNG ไม่เกิน 9 ลำ เพื่อนำเข้าสู่ระบบ Pool Gas และตั้งเป้าเพิ่มลูกค้า IUs รายใหม่ เชื่อมเข้าระบบรวม 50-60 เมกะวัตต์ โดยโครงการของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) มีดังนี้
โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อินทรี บี.กริม กำลังผลิต 80 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา Zhongce Rubber นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง กำลังผลิต 35 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง Nakwol 1 กำลังผลิต 365 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานลมบนฝั่ง Huong Hoa 1 กำลังผลิต 48 เมกะวัตต์ และโครงการอื่น ๆ รวมกำลังการผลิตสูงสุด 30 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ บริษัทฯ ประกาศจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.412 บาทต่อหุ้น สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ประกอบด้วยเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 0.18 บาท สำหรับผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2568 ซึ่งจ่ายแล้วเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 และเงินปันผลจ่ายงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 0.232 บาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 สอดคล้องกับนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน
