NER กางแผนปี 69 ดันยอดขายโต 10% เจาะ “อินเดีย” เพิ่มกำลังผลิต-ออเดอร์ล้น

NER เปิดแผนธุรกิจปี 2569 ตั้งเป้ายอดขายเติบโตประมาณ 10% จากแนวโน้มราคายางขาขึ้น พร้อมขยายฐานการผลิตลูกค้าอินเดียเพิ่มและเดินหน้าลงทุนโรงงานแห่งใหม่เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต รองรับการเติบโตในระยะยาว


นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 24 ก.พ.69 ว่า ผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิ 1,884.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.04% และมีรายได้รวม 30,240.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  10.17% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน  ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้จากการขายต่างประเทศเพิ่มขึ้น

สำหรับแนวโน้มการดำเนินธุรกิจปี 2569 ว่าบริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตประมาณ 10% จากปัจจัยหนุนสำคัญคือทิศทางราคายางที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยประเมินราคาเฉลี่ยยางทุกประเภทในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 70 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีคำสั่งซื้อรองรับไปจนถึงช่วงกลางปี สะท้อนความต้องการที่ยังอยู่ในระดับที่ดี

ในด้านโครงสร้างรายได้ บริษัทตั้งเป้าขยายสัดส่วนรายได้จากลูกค้าอินเดียเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 10% จากปีก่อนที่อยู่ราว 5% โดยลูกค้ากลุ่มดังกล่าวครอบคลุมทั้งผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน แม้ว่าบริษัทจะยังไม่มีข้อมูลสัดส่วนการนำยางไปใช้ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่ชัดเจนก็ตาม ขณะที่สัดส่วนการส่งออกโดยรวมยังคงอยู่ที่ประมาณ 30% โดยลูกค้าหลักยังเป็นกลุ่มประเทศจีน

ด้านการลงทุน บริษัทเดินหน้าขยายกำลังการผลิตผ่านโครงการก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 3 ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตประมาณ 30% โดยโครงการมีความล่าช้ากว่าแผนประมาณ 1 ไตรมาส และคาดว่าจะเริ่มทดสอบเดินเครื่องได้ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2570 ทั้งนี้ บริษัทยืนยันว่าแผนการลงทุนดังกล่าวจะไม่มีการเพิ่มทุน และอยู่ระหว่างการพิจารณาผ่อนผันเงื่อนไขหุ้นกู้กับผู้ค้ำประกันเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อได้

ในด้านมาตรฐานความยั่งยืน บริษัทเดินหน้าพัฒนายางตามมาตรฐาน EUDR อย่างต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการปลูกยางตามมาตรฐานแล้วประมาณ 120,000 ไร่ และยังคงขยายต่อในปีนี้ พร้อมทั้งเริ่มขยายตลาดยุโรปผ่านลูกค้าจีนที่ส่งออกไปยังยุโรปซึ่งมีความต้องการยางที่ผ่านมาตรฐานดังกล่าว

สำหรับความสามารถในการทำกำไร บริษัทตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 10–11% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ระดับประมาณ 6% โดยกลยุทธ์การสร้างความสัมพันธ์กับเกษตรกรผ่านการรับซื้อยางในราคาสูงกว่าตลาดยังคงดำเนินต่อเนื่อง และสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าได้

ด้านฐานะการเงิน บริษัทมีหุ้นกู้ครบกำหนดชำระประมาณ 1,000 ล้านบาทในเดือนพฤศจิกายน 2569 และตั้งเป้าอัตราหนี้สินต่อทุนระยะยาวที่ 2.5 เท่า ขณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.06 เท่า ซึ่งยังมีความสามารถรองรับการขยายธุรกิจเพิ่มเติมได้ โดยประเมินว่าหากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น 0.5% จะกระทบต้นทุนประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี

ส่วนของนโยบายเงินปันผล บริษัทระบุว่ายังคงนโยบายจ่ายเงินปันผลที่ระดับ 40% ของกำไรสุทธิหลังหักสำรองตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การจ่ายปันผลในช่วงที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 30% เนื่องจากบริษัทต้องกันเงินสำหรับการลงทุนโรงงานใหม่มูลค่าเกือบ 2,000 ล้านบาท เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว

ทั้งนี้ บริษัทมองว่าปัจจัยบวกสำคัญในปี 2569 คือแนวโน้มราคายางขาขึ้น ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงยังคงเป็นเรื่องอุปทานยางที่อาจลดลงจากภาวะฝนทิ้งช่วง ส่วนการแข่งขันจากผู้ผลิตในแอฟริกายังไม่สามารถแข่งขันกับไทยได้เต็มที่ เนื่องจากกำลังการผลิตยังต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ธุรกิจแผ่นปูรองยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ายอดขายปีนี้มากกว่า 10 ล้านบาท จากปีก่อนที่ประมาณ 9.2 ล้านบาท จากการรับรู้แบรนด์ที่เพิ่มขึ้นและมีคำสั่งซื้อจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“บริษัทระบุถึงผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐว่า โดยภาพรวมมองเป็นปัจจัยเชิงบวกต่ออุตสาหกรรม เนื่องจากอัตราภาษีปรับลดลงจากระดับเดิม ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาดีขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้มองว่ามีผลกระทบโดยตรงต่อคำสั่งซื้อในระยะสั้น” นายชูวิทย์ กล่าวทิ้งท้าย

Back to top button