MASTEC เคาะปันผล 0.14 บ. โชว์แบ็กล็อก 450 ลบ. ดันรายได้ปี 69 ทะลุพันล้าน

MASTEC ไฟเขียวจ่ายปันผล 0.14 บาท/หุ้น เตรียมขึ้น XD 13 มี.ค. จ่าย 15 พ.ค.นี้ พร้อมกางแผนปี 69 ตั้งเป้ารายได้ทะลุ 1,000 ลบ. ตุนแบ็กล็อก 450 ลบ. ลุยรับงานดาต้าเซ็นเตอร์-พลังงานสะอาด


นายดุษฎี มีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสเทค ยูนิค อัลลายแอนซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTEC เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.14 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่านโยบายการจ่ายปันผลของบริษัทที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิ โดยการพิจารณาดังกล่าวได้คำนึงถึงผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน สภาพคล่องกระแสเงินสด แผนการลงทุน ตลอดจนภาระผูกพันทางการเงิน ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นบริหารธุรกิจด้วยความมีวินัยทางการเงิน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการตอบแทนผู้ถือหุ้นควบคู่ไปกับการเติบโตของบริษัทอย่างยั่งยืนในระยะยาว

พร้อมกันนี้ คณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาแล้วเห็นว่า บริษัทฯ มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรตั้งแต่ช่วงก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) และมีความพร้อมด้านสภาพคล่องทางการเงินที่เพียงพอ โดยจะนำเสนอเพื่อให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลดังกล่าวในวันที่ 24 เมษายน 2569 (ทั้งนี้ เงินปันผลดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนจนกว่าจะได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569) พร้อมกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าร่วมประชุมและผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 13 มีนาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569

สำหรับผลประกอบการประจำปี 2568 ของ MASTEC บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการบริการรวม 859.02 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 22.89 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากกลุ่มลูกค้าหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มผู้รับเหมางานระบบ (Mechanical & Electrical หรือ “M&E”) ทั้งรายกลาง-เล็ก (SMEs) และรายใหญ่ ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้จำนวนงานหรือโครงการที่ได้รับปรับตัวลดลง ประกอบกับงานบางโครงการของลูกค้าเกิดความล่าช้า จึงมีความจำเป็นต้องชะลอการส่งมอบสินค้าและบริการออกไป อย่างไรก็ตาม ลูกค้าไม่ได้มีการยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าแต่อย่างใด

ด้านทิศทางผลการดำเนินงานในปี 2569 คาดการณ์ว่ารายได้จากการขายและบริการจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในระดับมากกว่า 1,000 ล้านบาท หลังปัจจุบันบริษัทฯ มีมูลค่างานในมือ (Backlog) กว่า 450 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีโอกาสได้รับงานเพิ่มเติมจากกลุ่มงานด้านดาต้าเซ็นเตอร์ ตลอดจนงานนวัตกรรมอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างโดดเด่น และมีอัตรากำไรขั้นต้นในระดับสูง จากกระแสความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงอานิสงส์จากการย้ายฐานการลงทุนของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีและผู้ให้บริการดิจิทัลรายใหญ่เข้ามาในภูมิภาคอาเซียน

ขณะที่กลุ่มงานด้านผลิตภัณฑ์ปรับอากาศและสุขาภิบาล อาทิ อุปกรณ์ในระบบทำความเย็นด้วยน้ำ (Chilled Water) อุปกรณ์ควบคุมการไหลของน้ำที่ใช้ในงานระบบสุขาภิบาล และกลุ่มงานด้านผลิตภัณฑ์การป้องกันอัคคีภัยและผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัย อาทิ อุปกรณ์ในระบบดับเพลิงอัตโนมัติด้วยน้ำ และระบบป้องกันไฟลาม ซึ่งถือเป็นสัดส่วนรายได้หลักของบริษัทฯ นั้น ยังคงสามารถรักษาระดับการเติบโตได้เป็นอย่างดี โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นกลยุทธ์ในการรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) เน้นการขายเข้าโครงการก่อสร้างใหม่ และการนำเสนอบริการเปลี่ยนทดแทนระบบเดิมของอาคารเก่า

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีโอกาสได้รับงานเพิ่มจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของอุปกรณ์ประกอบระบบที่เน้นทำตลาด ได้แก่ อุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับอากาศผ่านการกำจัดอากาศ ควบคุมความดัน หรือกำจัดตะกอน ภายใต้แบรนด์ REFLEX ที่ทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2563, อุปกรณ์บำบัดน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของหอผึ่งน้ำ แบรนด์ ECO-WATER ที่ทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2564, ระบบการบำบัดสระว่ายน้ำแบบไม่ใช้สารเคมี แบรนด์ ENVIROSWIM รวมถึงการจำหน่ายและให้บริการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ที่เน้นตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยช่วยลดภาวะโลกร้อนจากการลดการใช้สารเคมีและพลังงานฟอสซิล ผ่านการสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์พร้อมแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานไฟฟ้า ตลอดจนผลิตภัณฑ์ใหม่ในระบบดับเพลิง ได้แก่ อุปกรณ์ดับเพลิงด้วยสารสะอาดและโฟม และอุปกรณ์อัดอากาศป้องกันควันในช่องบันไดหนีไฟ ที่บริษัทฯ ได้เริ่มทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา

Back to top button