TMAN วางเป้ารายได้ปี 69 โต 15% รุกออนไลน์-ขยายพอร์ต DBU-OEM

TMAN ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 10–15% จากการรับรู้รายได้ธุรกิจรับจ้างจัดจำหน่ายเต็มปี พร้อมเดินหน้าขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ รุกช่องทาง Traditional Trade, Tourist Trade, OEM และ E-Commerce ควบคู่ใช้งบลงทุนไม่เกิน 100 ล้านบาท รองรับแผนดันรายได้แตะ 4,000 ล้านบาทภายในปี 2572


นายประพล ฐานะโชติพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการ บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) หรือ TMAN เผยข้อมูลภาพรวมการดำเนินธุรกิจผ่านงาน Opportunity Day ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่  11 มี.ค.2569 ว่า ผลการดำเนินงานประจำปี 2568 เติบโตแข็งแกร่ง โดยมีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 2,506 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.3% จากปีก่อน

ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 523 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.0% จากระดับ 451 ล้านบาทในปีก่อน สะท้อนการเติบโตของรายได้ในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะยาแผนปัจจุบัน ยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเวชสำอาง

สำหรับทิศทางปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 10-15% ต่อเนื่องจากปี 2568 เพื่อสนับสนุนเป้าหมายระยะยาวที่ต้องการผลักดันรายได้สู่ระดับ 4,000 ล้านบาทภายในปี 2572 โดยวางกลยุทธ์หลักทั้งในตลาดที่บริษัทมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว และตลาดใหม่ที่ยังมีโอกาสเติบโตเพิ่มเติม

ขณะเดียวกันในไตรมาส 1/2569 บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจรับจ้างจัดจำหน่าย (DBU) ใหม่อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยหนุนยอดขายในช่วงต้นปี

ส่วนกลยุทธ์สำคัญในปีนี้จะเน้นการขยายตลาด OTC ผ่านการออกสินค้าใหม่ การจัดพอร์ตสินค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น การเพิ่มทีมขาย การทำกิจกรรมร่วมกับคู่ค้า และการรุกช่องทาง Traditional Trade รวมถึง Tourist Trade หลังได้ธุรกิจจาก BERTRAM ผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ “เซียงเพี ยว” และ “เป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์” เข้ามาเสริม ทำให้สามารถขยายฐานลูกค้าในกลุ่มใหม่ได้ชัดเจนขึ้น

ขณะเดียวกันบริษัทจะเร่งขยายธุรกิจ OEM โดยใช้จุดแข็งจากโรงงาน Heaven Herb ที่มีมาตรฐานระดับสากล และระบบนิเวศธุรกิจที่ครบวงจรตั้งแต่งานวิจัย การพัฒนา การผลิตอาหารเสริม ตลอดจนทีมผลิตยาที่ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า ทั้งนี้บริษัทคาดว่าธุรกิจ OEM จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญต่อเนื่องในปี 2569

ในส่วนของตลาดต่างประเทศบริษัทจะมุ่งเน้นประเทศที่มีสัญญาณตอบรับชัดเจน อาทิ ฮ่องกง มาเลเซีย ลาว ฟิลิปปินส์ และจีน โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ที่ตั้งเป้าขยายสู่การขายออฟไลน์ภายในกลางปีนี้ ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อม ทั้งการขึ้นทะเบียนยา การส่งตัวอย่างสินค้า และเจรจากับคู่ค้า ซึ่งบริษัทมองว่าอาจเริ่มเห็นรายได้ในปี 2570 หากแผนงานเป็นไปตามคาด

ส่วนตลาดโรงพยาบาลซึ่งปี 2568 เติบโตจาก 440 ล้านบาท เป็น 516 ล้านบาท บริษัทเตรียมยกระดับการบริหารสต๊อกให้มี Safety Stock มากขึ้น พร้อมเพิ่มทีมขายเพื่อเข้าไปให้ข้อมูลกับแพทย์และสถานพยาบาลโดยตรง หวังผลักดันการเติบโตในช่องทางนี้ต่อเนื่อง หลังเห็นศักยภาพของยา generic ในระบบสาธารณสุขไทย

อีกหนึ่งช่องทางที่ TAN ให้ความสำคัญมากขึ้น คือ การทำตลาดออนไลน์ ซึ่งปีที่ผ่านมามียอดขาย 13.5 ล้านบาท โดยบริษัทมองว่า E-Commerce จะไม่ใช่เพียงแค่ช่องทางสร้างรายได้ แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการรับรู้แบรนด์และทดสอบตลาดสำหรับสินค้าใหม่ที่ยังไม่พร้อมลงช่องทางออฟไลน์

ด้านแผนลงทุนปี 2569 บริษัทตั้งงบลงทุนสำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตไว้ไม่เกิน 100 ล้านบาท ขณะที่โครงการลงทุนเดิม เช่น การก่อสร้างอาคารสำนักงาน คลังสินค้า และโครงสร้างรองรับการขยายธุรกิจ ยังเดินหน้าต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์การเติบโตทั้งด้าน จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์ของบุคคลภายนอก (DBU) การค้า และการขยายทีมบุคลากร

สำหรับประเด็นความเสี่ยงจากสงครามปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายของบริษัท โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นทำตลาด อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจกระทบในด้านการส่งมอบตัวอย่างสินค้าและโลจิสติกส์บ้าง แต่บริษัทยังสามารถบริหารจัดการได้ และได้เตรียมแผนล็อกราคาวัตถุดิบล่วงหน้าเพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นายประพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในภาวะสงครามธุรกิจของ TAN ในฐานะผู้ผลิตยากลับมีลักษณะเป็นหุ้นเชิงป้องกันความเสี่ยง หรือ Defensive Stock เนื่องจากยาเป็นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และในภาวะที่กำลังซื้ออ่อนตัว ผู้บริโภคอาจหันมาใช้ยา generic มากขึ้น เพราะมีต้นทุนต่ำกว่าแต่ยังคงประสิทธิภาพในการรักษาใกล้เคียงยาออริจินัล ซึ่งอาจเป็นโอกาสทางธุรกิจของบริษัทในระยะยาว

Company Snapshot

Back to top button