
มุมสะท้อน! “ค่าการกลั่น” ไม่ใช่กำไรสุทธิ เหตุแบกต้นทุนแฝงหลังแอ่น
เจาะลึกวิกฤตพลังงานไทยท่ามกลางสงครามตะวันออกกลาง เผยมุมสะท้อน "ค่าการกลั่น" ไม่ใช่กำไรสุทธิ หลังเจอต้นทุนแฝงทั้งค่าประกันภัยพุ่ง 100 เท่า และค่าขนส่งดีดตัว 5 เท่า ขณะที่ไทยยังต้องพึ่งนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 92% พร้อมเปิดบทบาท "จ็อบเบอร์" ตัวแปรสำคัญในระบบกระจายน้ำมันสู่พื้นที่ห่างไกล ยันผู้ค้าน้ำมันเร่งเดินเครื่องส่งน้ำมัน 24 ชม. สร้างความมั่นใจประชาชนมีใช้ไม่ขาดแคลน
สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานโลกและไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ล่าสุดมีการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างการนำเข้า ต้นทุนแฝงของโรงกลั่น และกลไกการกระจายน้ำมันผ่าน “จ็อบเบอร์” เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สาธารณชน ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันดิบสูงกว่าศักยภาพการผลิตภายในประเทศอย่างมาก
โดยข้อมูลจาก EPPO ระบุว่าไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 92% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด แหล่งนำเข้าหลักมาจากตะวันออกกลางถึง 58% เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ แหล่งรองมาจากสหรัฐฯ และบราซิล 24% และตะวันออกไกล 19% ทำให้วิกฤตในตะวันออกกลางส่งผลให้กลุ่ม ปตท. และผู้ค้าน้ำมันต้องเร่งจัดหาจากแหล่งสำรองอื่น ๆ และปรับเปลี่ยนแผนการรับน้ำมันดิบเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
ในภาวะที่ราคาน้ำมันผันผวน มักเกิดความเข้าใจผิดว่า “ค่าการกลั่น” หรือ Gross Refining Margin (GRM) คือกำไรทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับ แต่ความจริงแล้วค่าการกลั่นคือส่วนต่างระหว่างรายได้จากผลิตภัณฑ์กับต้นทุนน้ำมันดิบที่นำเข้า ซึ่งยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะในช่วงสงครามที่ต้นทุนแฝงพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล เช่น ค่าใช้จ่ายน้ำมันดิบส่วนเพิ่ม (Crude Premium) ที่ปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นถึง 3–4 เท่า ค่าขนส่งและระวางเรือที่เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า เนื่องจากความขาดแคลนเรือ และค่าเบี้ยประกันภัยที่สูงขึ้นถึง 100 เท่า นอกจากนี้ยังมีต้นทุนการผลิตในโรงกลั่น ได้แก่ ค่าเชื้อเพลิง ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมบำรุง ค่าแรง ค่าเสื่อมราคา ดอกเบี้ย และภาษี
การกระจายน้ำมันของไทยเริ่มต้นจากโรงกลั่นส่งต่อไปยังผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 และกระจายต่อให้สถานีบริการของตนเอง รวมถึงขายให้ “จ็อบเบอร์” หรือผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 โดยจ็อบเบอร์คือผู้ค้าน้ำมันที่มียอดค้าส่งตั้งแต่ 30,000 ตันต่อปีขึ้นไป ปัจจุบันมีจ็อบเบอร์ถึง 243 ราย ทำหน้าที่ส่งน้ำมันไปยังพื้นที่ห่างไกลที่บริษัทใหญ่เข้าไม่ถึง เช่น ปั๊มชุมชน โรงงานขนาดเล็ก และภาคการเกษตร ในช่วงราคาน้ำมันผันผวน จ็อบเบอร์อาจบริหารสต็อกเพื่อเก็งกำไร ทำให้ปริมาณน้ำมันในบางพื้นที่เกิดภาวะขาดแคลนชั่วคราว แม้ภาพรวมประเทศจะเพียงพอก็ตาม
เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นถึงสองเท่าในบางพื้นที่ ผู้ค้าน้ำมันได้เร่งบริหารจัดการอย่างเต็มกำลัง ด้วยการเปิดคลังน้ำมัน 7 วันต่อสัปดาห์ และเพิ่มรอบการขนส่งนอกเวลา เพื่อให้มั่นใจว่าสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศจะมีปริมาณเชื้อเพลิงเพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ขนส่ง และประชาชนทั่วไป การเข้าใจโครงสร้างต้นทุนและบทบาทของจ็อบเบอร์จึงช่วยให้สาธารณชนมองเห็นภาพที่แท้จริงของราคาน้ำมันและความมั่นคงพลังงานของไทยท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง







