“หยวนต้า” คงน้ำหนักลงทุน “กลุ่มแบงก์” ชู SCB-KBANK-KKP เด่นรับสินเชื่อโต-ปันผลสูง

“บล.หยวนต้า” คงน้ำหนักลงทุนหุ้นธนาคารเท่ากับตลาด ชี้สินเชื่อเม.ย.โต ดัน KBANK และ KKP โดดเด่น พร้อมเชียร์ซื้อ SCB เคาะเป้า 149 บาท ชูปันผลสูง 8.3% คาดกำไรไตรมาส 2 โตแข็งแกร่ง


บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยบทวิเคราะห์กลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ (Banking Sector) โดยระบุว่า ฝ่ายวิจัยยังคงน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธนาคาร “เท่ากับตลาด” (Neutral) อย่างไรก็ตาม หุ้นในกลุ่มดังกล่าวยังคงมีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะยาว เนื่องจากมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ดึงดูดใจ ประกอบกับธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งมีนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่ระมัดระวังมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงวิกฤต COVID-19 รวมถึงมีการดำเนินนโยบายช่วยเหลือลูกหนี้ ส่งผลให้คุณภาพสินทรัพย์ในปัจจุบันยังคงอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล

สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรม ล่าสุดพบว่ายอดสินเชื่อรวมในเดือนเมษายน 2569 ขยายตัว 0.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของกลุ่มสินเชื่อบริษัทขนาดใหญ่ โดยพบว่า บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และ บริษัท ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP มีการขยายตัวของสินเชื่อที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับธนาคารอื่นในกลุ่ม หลังจากมีฐานลูกค้ากลุ่มบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่แนวโน้มกำไรสุทธิเบื้องต้นของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 2/2569 คาดว่าจะสามารถเติบโตได้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญที่ลดลง และคาดว่าจะทรงตัว เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยยังประเมินว่ารายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) จะยังมีทิศทางเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับภาระการตั้งสำรองที่ปรับตัวลดลง

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัย หยวนต้า ได้แนะนำหุ้นเด่นในกลุ่มคือ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB โดยประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ 149 บาทต่อหุ้น เนื่องจากมีความน่าสนใจจากแนวโน้มกำไรในไตรมาส 2/2569 ที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้น และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 8.3%

นอกจากนี้ SCB ยังมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1. การรับรู้รายได้ดอกเบี้ยจากสินเชื่อบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการปล่อยออกไปในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 2. คาดการณ์ว่ากำไรจากเงินลงทุนจะเร่งตัวขึ้น สอดรับกับการฟื้นตัวของสินทรัพย์ในกลุ่มเทคโนโลยีในต่างประเทศ 3. คาดการณ์การตั้งสำรองจะยังคงทรงตัว เนื่องจากคุณภาพสินทรัพย์ยังไม่มีแรงกดดันที่น่ากังวล และ 4. มีโอกาสที่ยอดการปล่อยสินเชื่อจะเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

Back to top button