
“กิติพงศ์” ชี้หุ้นไทยฟื้นแรง บจ.แกร่ง ปันผลเฉลี่ย 4% ดัน TISA-ธุรกิจครอบครัวเข้าตลาด
“กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์” ประธาน ตลท. ชี้หุ้นไทยฟื้นแรงกว่าภูมิภาค หลังปรับฐานลงลึกก่อนหน้า ชูพื้นฐานบริษัทจดทะเบียนแข็งแกร่ง ให้ผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยราว 4% พร้อมเดินหน้าผลักดัน TISA และหนุนธุรกิจครอบครัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ หลังรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ พร้อมย้ำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการขายตื่นตระหนกในภาวะตลาดผันผวน
นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้เป็นผลจากการที่ดัชนีได้ปรับฐานลงมาค่อนข้างมากในช่วงก่อนหน้า จึงทำให้การรีบาวด์เกิดขึ้นได้แรงกว่าหลายตลาดในภูมิภาค ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนไทยยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยประมาณ 4% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาค
ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความผันผวนจากหลายปัจจัย ทั้งราคาน้ำมัน ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลก แต่เชื่อว่าบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ยังสามารถบริหารความเสี่ยงและปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการควบคุมต้นทุน การจัดการซัพพลายเชน และการปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
พร้อมกันนี้ ยังแนะนำนักลงทุนให้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน และไม่ควรตื่นตระหนกขายสินทรัพย์ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน เนื่องจากหุ้นของบริษัทที่มีพื้นฐานดีและผลประกอบการแข็งแกร่งยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ในระดับ 3-7% ขึ้นอยู่กับลักษณะการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
สำหรับกรณีราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น นายกิติพงศ์กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวทางที่รัฐบาลไม่ตรึงราคาน้ำมัน เนื่องจากการอุดหนุนราคาในวงกว้างอาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนน้ำมันในระยะถัดไป ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่า โดยมองว่ารัฐควรปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาด และใช้มาตรการช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่มแทน เช่น การสนับสนุนค่าไฟฟ้าหรือค่าขนส่งแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
เขาระบุว่า การอุดหนุนราคาน้ำมันแบบครอบคลุมทำให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับประโยชน์ รวมถึงผู้มีรายได้สูง จึงอาจไม่ใช่การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า โดยยอมรับว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นย่อมกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มขนส่ง แต่หากไม่เกิดปัญหาการขาดแคลนสินค้า ธุรกิจก็ยังสามารถทยอยปรับราคาสินค้าเพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เตรียมข้อมูลและข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาตลาดทุนไทยไว้เรียบร้อยแล้ว และพร้อมเสนอแนวทางต่าง ๆ ทันทีที่รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ โดยจะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายด้านตลาดทุนอย่างเป็นรูปธรรม
นายกิติพงศ์กล่าวว่า หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 ภาคตลาดทุนจะเร่งยื่นข้อเสนอด้านกฎหมายได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป และอาจเริ่มเห็นความชัดเจนของทิศทางนโยบายภายในระยะเวลา 3-4 เดือน โดยประเด็นสำคัญยังคงเป็นเรื่องที่มีการศึกษาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เช่น การแก้ไขกฎหมายหลายฉบับพร้อมกันผ่านแนวทาง Omnibus Law และการปรับปรุงระบบใบอนุญาตต่าง ๆ เพื่อให้สอดรับกับบริบทใหม่ของตลาดทุนไทย
ในส่วนของแนวคิดบัญชีการออมและการลงทุนส่วนบุคคล หรือ TISA แม้ขณะนี้ยังไม่มีการหารือเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าภาครัฐจะยังเดินหน้าผลักดันต่อ เนื่องจากเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวของประชาชน
ขณะเดียวกัน นายกิติพงศ์ยังกล่าวถึงบทบาทของธุรกิจครอบครัวต่อเศรษฐกิจไทยว่า เป็นกลุ่มสำคัญที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง และการผลักดันให้ธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์จะช่วยยกระดับศักยภาพและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ทั้งในด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่หลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่พึ่งพาสถาบันการเงินเป็นหลัก
ทั้งนี้ การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของกิจการ เปิดโอกาสให้เข้าถึงนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงช่วยดึงมืออาชีพเข้ามาร่วมบริหารองค์กร โดยเฉพาะธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถพึ่งพาสมาชิกในครอบครัวเพียงอย่างเดียวได้ อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าผู้ประกอบการบางส่วนยังลังเลที่จะเข้าตลาด เนื่องจากไม่ต้องการลดสัดส่วนการถือหุ้นหรืออยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวด แต่ย้ำว่ากฎระเบียบดังกล่าวมีขึ้นเพื่อสร้างความโปร่งใสและยกระดับธุรกิจ ไม่ใช่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโต
