
“ชาวอเมริกัน” นัดประท้วงใหญ่ แสดงพลังต้านทรัมป์ ปมเศรษฐกิจ-สงคราม
ชาวอเมริกันนัดประท้วงใหญ่กว่า 3,200 จุดทั่วโลก เพื่อต้านนโยบายรัฐบาลทรัมป์ ทั้งปมสงครามอิหร่าน ค่าครองชีพพุ่งสูง และการใช้ความรุนแรงในภารกิจเนรเทศผู้อพยพที่บานปลายจนมีผู้เสียชีวิต สะท้อนวิกฤตความศรัทธาที่แผ่ขยายไปทุกรัฐทั่วประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจาก NBC News ระบุว่า กระแสความไม่พอใจของประชาชนในสหรัฐฯ ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเด็นการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งรวมถึงการทำสงครามกับ อิหร่าน ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าอาจขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน ปัญหาราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงนโยบายเนรเทศผู้อพยพขนานใหญ่ (Mass Deportation) ที่ทวีความเข้มข้น ล้วนยิ่งซ้ำเติมความไม่พอใจของประชาชนในวงกว้าง
ด้าน Sarah Parker ผู้ประสานงานระดับชาติของกลุ่ม 50501 เปิดเผยในการแถลงข่าวว่า นับตั้งแต่การประท้วงภายใต้ชื่อ “No Kings” ครั้งก่อน ประชาชนต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาน้ำมันและอาหาร ขณะที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าดำเนินนโยบายทางทหารในอิหร่าน นอกจากนี้ เธอยังประณามเหตุการณ์ความรุนแรงที่ส่งผลให้พลเมืองอเมริกันเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมย้ำว่า “คนอเมริกันกำลังโกรธแค้น และพวกเขาคือกลุ่มคนที่ออกมาเรียกร้องว่า ประเทศนี้ต้องไม่มีผู้ปกครองที่ใช้อำนวจอยู่แล้ว
ทั้งนี้ ผลสำรวจล่าสุดจาก NBC News ยังสะท้อนว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการบริหารจัดการของประธานาธิบดีในหลายประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายตรวจคนเข้าเมือง สถานการณ์สงคราม และภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงกดดันเศรษฐกิจภายในประเทศ
สำหรับชนวนเหตุสำคัญที่จุดกระแสความไม่พอใจในระลอกนี้ เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในรัฐ มินนิโซตา เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่วนกลางที่ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจเนรเทศผู้อพยพ ถูกกล่าวหาว่าใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ส่งผลให้ Alex Pretti และ Renee Good พลเมืองอเมริกันเสียชีวิต เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวในการใช้อำนาจรัฐ และถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญในการประท้วงครั้งนี้
ขณะเดียวกัน แกนนำจากกลุ่มแนวคิดก้าวหน้า อาทิ ACLU, Indivisible และ MoveOn คาดการณ์ว่าการประท้วงครั้งที่ 3 จะมีขนาดใหญ่กว่าสองครั้งก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยอ้างอิงจากสถิติในเดือนตุลาคมที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 7 ล้านคนทั่วโลก
ที่น่าสนใจคือ กว่า 50% ของสถานที่จัดกิจกรรมในครั้งนี้ อยู่ในรัฐที่เป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน (Red States) หรือรัฐสมรภูมิเลือกตั้ง (Battleground States) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากระแสความไม่พอใจได้ขยายตัวข้ามเส้นแบ่งทางการเมือง และกลายเป็นประเด็นระดับชาติที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
